BLOG

    Home Blog BMAT สรุปสัมภาษณ์ “พี่แซม” หมอจุฬาฯ รอบ 1 TCAS’65 รู้ตัวช้า แต่เตรียมตัวทัน ฉบับรุ่นพี่ InterPass

สรุปสัมภาษณ์ “พี่แซม” หมอจุฬาฯ รอบ 1 TCAS’65 รู้ตัวช้า แต่เตรียมตัวทัน ฉบับรุ่นพี่ InterPass

สรุปสัมภาษณ์ "พี่แซม" หมอจุฬาฯ รอบ 1 TCAS'65 รู้ตัวช้า แต่เตรียมตัวทัน ฉบับรุ่นพี่ InterPass

ยื่นรอบ 1 ไปทั้งหมดกี่ที่?

รอบ 1 ยื่นไป 3 ที่ครับ จุฬาฯ รามาฯ ขอนแก่น แต่ว่ามีสัมภาษณ์วันเดียวกันหมดเลยเลือกไปได้แค่จุฬาฯ ที่เดียวครับ

ทำไมถึงอยากเป็นหมอ แล้วทำไมเลือกหมอรอบ 1 ไม่ใช่รอบ 3?

ผมเห็นว่าการเป็นหมอทำได้หลายอย่าง ไม่ว่ารักษาคนไข้ ทำวิจัย Innovation นวัตกรรม ต่างๆ ซึ่งหลายอย่างนี้ เป็นสิ่งที่ผมสนใจอยู่แล้ว ก็เลยรู้สึกว่าเป็นอาชีพที่ค่อนข้าง versatile เหมือนกันครับ เพราะรอบ 1 ผมเห็นว่ามีการยื่น Portfolio และการทำ Portfolio ก็ได้ไปทำกิจกรรมหลากหลาย ซึ่งมีกิจกรรมที่เราชอบทำอยู่แล้ว และได้ลองทำกิจกรรมใหม่ๆ ที่เกี่ยวกับการแพทย์แล้วก็วิชาการต่างๆ ซึ่งผมชอบตรงนี้ที่ได้ค้นพบตัวเองมากขึ้น และได้ทำในสิ่งที่ชอบด้วยครับ

จริงๆ แล้วน้องแซมเป็นเด็กกิจกรรมนะ เวลาอยู่ที่ รร. ทำกิจกรรมชมรมหลายอย่างเลย ลองเล่าให้ฟังได้ไหมว่าทำอะไรมาบ้าง?

ปกติผมชอบทำกิจกรรมหลายอย่างมาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะดนตรี กีฬา อะไรพวกนี้ แต่ว่าตอนที่เริ่มทำ Portfolio ก็มีอย่างหนึ่งที่รู้สึกว่า ช่วยเน้นได้เยอะเลยก็คือการโต้วาทีภาษาอังกฤษ หรือ debate นั่นเองครับก็เป็นกิจกรรมที่ผมคิดว่าช่วยแบก Portfolio ไว้พอสมควรครับ ถ้าไม่มีก็ไม่น่าจะติด เพราะว่าผมก็ได้ทำกิจกรรมพวกนี้เยอะ ก็ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแข่งขัน การจัด ​​workshop หรือว่าการไปจัดงานของสภาต่างๆ ที่เกี่ยวกับดีเบต ผมว่าส่วนนี้ก็มีส่วนช่วยในพอร์ตได้เยอะเลยครับ

คุณพ่อคุณแม่บางคนกังวลเรื่อง Portfolio ไม่ติดค่าย สอวน. หรือไม่ได้มีการแข่งขันระดับประเทศ แล้วอย่าง Portfolio ของน้องแซมที่หนักไปทางกิจกรรมโต้วาที แล้วผลงานด้านวิชาการล่ะเป็นยังไงบ้าง?

ส่วนของวิชาการของผม ก็เป็นการวิจัยทางการแพทย์ ที่ทำร่วมกับเพื่อน และไปพรีเซนต์ในงานแข่งขันหรือ Conference ระดับประเทศกับนานาชาติด้วยครับ เรื่องหลักที่ผมทำอยู่เป็นการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อตรวจจับโรคซึมเศร้าจากเสียงพูดของผู้ป่วย อันนี้คิดว่าเป็นงานไปได้ ถึงแม้ว่าจะยังไม่ถูกตีพิมพ์ แต่ก็ได้ไปแข่งขันในหลายๆ Conference ซึ่งก็คิดว่ามีส่วนช่วยและได้เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับอาชีพแพทย์ได้เยอะเหมือนกันครับ

แล้วอย่าง High School Project หรือโครงงานต่างๆ ช่วงมัธยมปลาย สามารถใส่เข้าไปใน Portfolio ได้ไหม?

ของผมเองใน Portfolio จะไม่มี Research projects ที่ทำในโรงเรียนโดยตรง แต่ก็มีของเพื่อนผมที่ติดไปก็มีหลายคน ก็ทำ Lab ใน รร. ทำโครงงานที่ต้องทำเป็นส่วนนึงในการจบ ม.ปลาย เขาก็ใส่เข้าไปใน Portfolio แล้วก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยได้เยอะ หลายๆ คนที่รู้จักตอนสัมภาษณ์ก็ได้อธิบายให้กรรมการฟังเกี่ยวกับ Research ใน รร. ด้วยเหมือนกันครับ

ตอนที่เรารู้ว่าจะสอบหมอรอบ 1 วางแผนนานไหม เตรียมตัวอย่างไร อ่านหนังสือยังไง เตรียมคะแนนยังไง?

ผมเองยอมรับว่ารู้ตัวช้านิดนึง รู้ตัวตอน ม.5 เทอม 2 ประมาณเดือนพฤศจิกายน เริ่มจากเก็บ IELTS ก่อนตัวแรก ตอนนั้นเรียนคอร์ส InterPass ไปทำ Past Paper, Mock Speaking & Writing ได้ไปสอบ IELTS ตอนเดือนธันวาคม ตอนผมอยู่ ม.5 ครับ ซึ่งผมก็คิดว่าถ้าเป็นไปได้ควรสอบ IELTS ภายใน ม.5 เพื่อจะลด Work Loaded ตอน ม.6 เพราะต้องเตรียม Portfolio และเตรียม BMAT อะไรด้วยครับ

ถัดไปหลังจากสอบ IELTS เสร็จ ก็เริ่มเก็บ Portfolio กิจกรรมและรายละเอียดต่างๆ ช่วงนั้นมีทั้งดีเบตและผลงานที่ผมมีอยู่แล้วด้วยก็ช่วยได้ส่วนหนึ่ง แต่ว่ากิจกรรมที่เราควรจะมีใน Portfolio อย่างยิ่ง เช่น งานวิจัยทางการแพทย์หรือว่ากิจกรรมกี่ยวกับแพทย์ อย่างเช่น การ Shadow หมอหรือไปฝึกงานใน รพ. ก็เก็บได้ในช่วงนี้เหมือนกัน ประมาณเดือนมกราคมถึงเปิดเทอม ม.6 เดือนพฤษภาคม

หลังจากช่วงนั้นไปแล้วตอนขึ้น ม.6 ก็เหมือนโค้งสุดท้ายก่อนสอบ BMAT ช่วงนั้นก็เก็บเนื้อหาคอร์สของ InterPass ให้หมดและที่สำคัญเลยคือเรื่องการทำโจทย์ครับ แนะนำว่าทำโจทย์ทั้ง BMAT และ TSA ซึ่งโจทย์ TSA คล้ายๆ กับโจทย์ Section 1 ของ BMAT ออกโดยที่เดียวกันคือ Cambridge Assessment แนวข้อสอบจะคล้ายกันมากๆ ผมเลยแนะนำให้ทุกคนทำนะ นอกจากนี้แล้ว NASS ก็จะคล้ายกับโจทย์ Section 2 ของ BMAT ส่วนนี้ผมก็ได้ทำในช่วงโค้งสุดท้าย หลังจากเรียนคอร์สจบก็ทำโจทย์เลยยาวจนถึงเดือนตุลาคมก่อนสอบครับ ที่สำคัญเลยหลังจากสอบเสร็จแล้ว ก็เตรียมสัมภาษณ์ได้เลยครับ ช่วงประกาศรายชื่อสัมภาษณ์จริงๆ มันจะสั้นนิดนึง ช่วงเดือนมกราคมปีถัดไป ก็เลยเตรียมสัมภาษณ์ไว้ก่อนได้ครับ

แซมเตรียมช้าตอน ม.5 เทอม 2 แล้วมีอ่านหนังสือยังไง วันละกี่ชม. ?

ช่วงแรกๆ ที่ผมเก็บเนื้อหาคอร์สอยู่ ช่วงนั้นอ่านประมาณ 4-5 ชั่วโมง พอมาช่วงโค้งสุดท้ายก็ต้องเอาเวลามาโฟกัสให้มากขึ้น ถ้าเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ก็ประมาณ 8 ชม. แต่ถ้ามีลงเรียนก็อาจจะลดลงมาเหลือสัก 5-6 ชม. ครับ แล้วช่วงทำโจทย์ก็ต้อง commit เรื่องเวลาเยอะนิดนึงครับ

เริ่มจากคะแนน IELTS เป็นไงบ้าง? เพราะได้คะแนนสูงมาก

คะแนน IELTS Overall Band ได้ 8.0 ครับ ก็คือแยกเป็นแต่ละพาร์ทๆ แล้วกันนะครับอย่าง Listening กับ Reading ผมคิดว่าการทำซ้ำๆ เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด โจทย์ที่จะหาได้จากหนังสือของ ​Cambridge ก็มีตั้ง 16 เล่มก็เกินพอแน่นอนครับสำหรับตรงนี้

ถัดไปเป็นส่วนของพาร์ท Writing ครับผมคิดว่าเป็นตัวที่ยากที่สุดเลย เป็นส่วนที่ได้น้อยที่สุดใน 4 พาร์ทเหมือนกันครับ วิธีที่แนะนำเลยคือการลองเขียนด้วยตัวเอง และที่สำคัญเลยต้องมีใครสักคนอย่างเช่น InterPass ที่ช่วยฟีดแบ็ก Writing เราได้ครับ สำคัญมากเพราะว่าถ้าเราอ่านเองบางทีทุกอย่างอาจจะ Make Sense จนไม่เห็น Point ทีเราต้องปรับปรุง แต่ว่าถ้าเป็นคนอื่นที่เป็นอาจารย์ หรือเป็น รร ติวเตอร์ ช่วยตรวจให้ ก็จะได้ฟีดแบ็กที่ช่วยเราได้เยอะเลยครับ อย่าลืมเอาฟีดแบ็กแต่ละรอบมาปรับใช้ในครั้งต่อไปด้วยนะคะครับ

ส่วนพาร์ท Speaking มันอาจจะยากถ้าจะต้องมีเวลาฝึกพูดกับอาจารย์ได้บ่อยๆ สิ่งแรกที่ช่วยได้เยอะเลย ก็คือการฝึกพูดด้วยตัวเอง เป็นสิ่งที่สำคัญเหมือนกันครับ เพราะว่าทั้งกดดันเราให้คิดคอนเทนต์ให้ตัวเองได้ แล้วเอาไอเดียของเรา เอามาเตรียมคำตอบที่เราต้องการได้ ตรงนี้ช่วยได้เยอะครับ ถ้าเป็นได้ผมก็อยากแนะนำให้ รวมถึง Writing เช่นกัน ควรมีการลอง ​Mock กับอาจารย์ที่ InterPass หรืออาจารย์ที่เรารู้จัก เพื่อรับฟีดแบ็กในส่วนนี้ด้วยครับ

ที่นี้มาดูที่คะแนน BMAT ของน้องแซมกัน เตรียมตัวยังไงบ้างคะ พาร์ท 1 2 3 ส่วนไหนยากที่สุด?

สำหรับผมคิดว่าพาร์ท 3 ยากสุดคล้ายๆ กันกับ IELTS ที่ Wrting ยากสุดเลยครับ Writing จะยากกว่า IELTS อีกขั้นนึง เพราะว่า IELTS หลักๆ จะไม่ได้เน้นเรื่องเนื้อหามาก อย่างเช่น Task 2 จะเน้นแกรมม่าร์หรือ Structure มากว่าใช่ไหมครับ แต่ว่า BMAT พาร์ท 3 หัวข้อที่เราจะได้มันเป็นส่วนที่ค่อนข้างจะหนักเนื้อหาและต้องมีความรู้รอบตัวด้วย รวมไปถึงว่านำความรู้รอบตัวนั้นมาประยุกต์ใช้ให้เป็น Argument ที่โต้เถียงกันได้ยังไง? โต้เถียงให้ทั้งฝั่งที่สนับสนุนและฝั่งที่ค้านได้ด้วย ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ยากขึ้นมาจาก IELTS พอสมควรเลยครับ

พาร์ท 1 ความยากของมันคนส่วนใหญ่จะเห็นว่ายากที่ยากที่สุดคือ ส่วนของ Critical Thinking จะยาก ซึ่งจริงๆ Problem Solving ก็จะยากเหมือนกัน แต่มันเป็นโจทย์เลขที่เมื่อรู้แนวแล้วมันอาจจะประยุกต์ได้ไม่ยากมากนัก โดยเฉพาะหลักสูตรของโรงเรียนไทย ที่เรียนเลขมาค่อนข้างเข้มข้นเลยนะครับ แต่ว่าสำหรับพาร์ท 1 ที่ยากเลยคือ Critical Thinking ที่เป็น Argument เพราะว่าอย่างแรกมันจะไปหนักในส่วนของความเข้าใจทางภาษาอังกฤษด้วย ว่าเราต้องเข้าใจความซับซ้อนของคำศัพท์และต้องอ่านอย่างรวดเร็ว ได้ใช้ ​Skill จาก IELTS Reading มาด้วยแต่ว่าต้องทำอย่างรวดเร็วมากขึ้นเยอะเลยครับ อย่างที่ 2 ​Argument พวกนี้จะต้องมีการคิดวิเคราะห์ว่าอันไหนที่เป็น Conclusion อันไหนเป็น ​​Assumption อันไหนเป็น Reason พวกนี้ ซึ่งบางทีต้องใช้ตรรกะการคิดพอสมควรเลยครับ

ตอนอ่านหนังสือทำโจทย์เยอะไหมคะ?

เน้นทำโจทย์เยอะเลยครบตามที่แนะนำไปเลยครับ TSA มันอาจจะดูมีไม่กี่ปีก็ทำครบหมด แต่ถ้าทำครบหมดแล้ว
ก็ทำซ้ำโดยเว้นระยะพอสมควรนะครับ อย่างเช่น 1-2 เดือนเอาให้ลืมคำตอบไปก่อน มันก็ช่วยได้เยอะเลยครับ โดยเฉพาะปีหลังๆ 2016 ขึ้นไป ผมก็คิดว่าน่าทำซ้ำอีกรอบตอนที่ใกล้ๆ สอบเพื่อที่จะได้เก็งแนวโจทย์ของปีล่าสุด ปีใกล้ๆ ปีที่เราสอบด้วยครับ

น้องแซมเรียน S.E.L.F. แต่ว่ามาร่วมกิจกรรมติวโค้งสุดท้ายและ Simulation Test ทุกครั้งที่จัดเลยน้องแซมคิดว่าเรื่องนี้มีความสำคัญยังไงบ้างคะ?

เริ่มจากติวโค้งก่อนนะครับทั้งของคะแนน IELTS และ BMAT สำคัญมากครับ เพราะว่าอย่างแรกเลยเราอาจจะเรียนเนื้อหาในคอร์สมายาวๆ หลายๆ 10 หรืออาจจะเป็น 100 ชม. เลยที่รวมๆ กันในหนังสือ แต่ว่าเวลาที่เราไม่ได้อ่านนานแล้วหรือใกล้ๆ สอบ มันดีมากเลยที่เราจะได้รับการทวนใหม่อีกรอบหนึ่ง ที่ผมคิดว่าติวโค้งทำในส่วนนี้ได้ดีเลยครับแต่ละวิชาก็สรุปเนื้อหาส่วนที่สำคัญจริงๆ เป็น Key points ของเราที่เคยเรียนมาแล้ว แต่อาจจะไม่ Fresh ใน Mind ของเรา ช่วยให้ทบทวนได้เยอะเลยครับ

ส่วน Simulation Tests ช่วยผมได้เยอะมากๆ เลยครับ มันต่างจากการที่เราหยิบโจทย์มาทำเองเยอะเลย อย่างแรกคือโจทย์ที่ไม่ว่าจะเป็น BMAT หรือ TSA ตอนใกล้สอบเราอาจจะทำมาเยอะแล้วจนจำคำตอบได้ แต่ของ InterPass จะเป็นโจทย์ใหม่ที่เราไม่เคยเจอมาก่อน รวมไปถึงการจำลองสถานการณ์กดดันว่าเราไม่ได้จับเวลาทำคนเดียวที่บ้าน แล้วมีคนจับเวลาให้ มีการพูดอธิบายเหมือนการสอบจริงๆ ตรงนี้มันเพิ่มความกดดันได้เยอะ เพิ่มการจำลองการสอบเสมือนจริงได้โดยเฉพาะการไปทำแบบ on-site ด้วยครับ

ส่วนสุดท้ายคือการสัมภาษณ์แบบ MMI (Multiple Mini Interview) ปีนี้ไม่รู้ว่าสอบแบบออนไลน์หรือออนไซต์ สัมภาษณ์เป็นยังไงบ้างเล่าให้ฟังหน่อย?

ปีนี้สอบเหมือนกันหมดครับทั้งจุฬาฯ รามาฯ ที่อื่นๆ ส่วนใหญ่จะเป็น on-site ครับ มีบางที่ที่เป็นออนไลน์เหมือนกันครับ

ส่วนที่ยากของผมเลยคือเพราะผมเตรียมตัวมาค่อนข้างเยอะ แล้วเป็นคนละแนวกันเลย ผมเตรียมตัวเก็งไปทางจริยธรรมแพทย์ แต่ว่าส่วนใหญ่ที่ถามคือสถานการณ์ในชีวิตประจำวัน ที่ต้องประยุกต์หลักการจริยธรรมแพทย์ในระดับหนึ่ง ส่วนนี้สำหรับผมก็ยากพอสมควรเลยครับ แต่ที่ยากจริงๆ ที่ผมเจอเป็นห้องที่เขาให้โจทย์ในกระดาษ A4 เป็นการจำลองจดหมายของผู้ปกครองที่ส่งมา เพื่อบ่นเรื่องการเรียนการสอนในคณะแพทย์ฯ แล้วเขาให้เราวิจารณ์ว่ามีส่วนไหนที่เราเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ห้องนี้เป็นห้องที่ยากที่สุดสำหรับผมเพราะอย่างแรกเลยเป็นกระดาษหน้า A4 ที่เขียนต็มหน้ากระดาษ แต่ให้เวลา 2-3 นาทีในการอ่านทั้งหน้า แล้วต้องคิด points มาว่าเราจะวิจารณ์ตรงไหนได้บ้าง ซึ่งยากมากที่เราจะตอบได้ครอบคลุมทั้งกระดาษภายในเวลาที่ได้รับมาครับ

แล้วอีกอย่างหนึ่งที่ยากก็คือเรื่องของคำถามที่เป็นคำถาม follow up หลังจากที่เราตอบแล้วว่า เราเห็นด้วยตรงไหน ไม่เห็นด้วยตรงไหนบ้าง จะมีคำถามที่จำลองสถานการณ์กดดันมา ในที่นี้ซึ่งพอจำลองสถานการณ์กดดันแล้ว จะพยายามกดดันให้เราตอบหรือเปลี่ยนคำตอบของเรา เขาดูว่าเราสามารถยึดมั่นกับคำตอบของเราได้ดีแค่ไหน ตรงนี้ผมคิดว่าเป็นส่วนที่ทำให้เรามีโอกาสพลาดได้เยอะ ควรตอบอยางมีสติ และคิดให้ดีก่อนจะตอบแต่ละคำออกไป เพราะไม่ว่าเราจะตอบคำแบบไหนออกไป เขาจะใช้คำพวกนั้นมา follow up กับเรา และพยายามให้เราทำพลาดในคำตอบ ทำให้ส่วนนี้ถือเป็นส่วนที่ยากมากครับ

​Q & A จากผู้ปกครองที่เข้าร่วมงาน

อยากถามว่าหากิจกรรมเกี่ยวกับทางการแพทย์ทางช่องทางไหนบ้างคะ?

ช่วงนี้ก็ยอมรับว่าลำบากนิดนึงเพราะติดเรื่องโควิด แต่ว่าสิ่งที่เกิดเป็นในแนวของ shadow หมอ หรือกิจกรรม Volunteer ใน รพ. สามารถติดต่อ รพ ไปได้โดยตรงเลยครับ มีหลายที่ที่เปิดรับอยู่ช่วงนี้ อย่างเช่นตอนช่วงโควิดระบาดใหม่ๆ แต่เขาควบคุมได้

ช่วงนี้ก็ยอมรับว่าลำบากนิดนึงเพราะติดเรื่องโควิด แต่ว่าสิ่งที่เกิดเป็นในแนวของ shadow หมอ หรือกิจกรรม Volunteer ใน รพ. สามารถติดต่อ รพ ไปได้โดยตรงเลยครับ มีหลายที่ที่เปิดรับอยู่ช่วงนี้ อย่างเช่นตอนช่วงโควิดระบาดใหม่ๆ แต่เขาควบคุมได้ เท่าที่ผมทราบมา ก็มีคนไปทำที่รามาฯ ก็มีพอสมควร ส่วน รพ. ต่างจังหวัด เห็นมีเพื่อนไปทำกันเยอะพอสมควรเช่นกันครับ ส่วนกิจกรรมอื่นๆ เกี่ยวกับแพทย์ เช่นงานวิจัย Conference ต่างๆ ก็มีในรูปแบบออนไลน์อยู่มาตลอดครับ มีเพจต่างๆ ที่เราสามารถติดตามได้ ที่เกี่ยวกับชมรม ​SMST สโมสรนิสิตแพทย์เขามีที่ๆเราสามารถไป Join ได้เสมอครับ

โครงการที่เข้าหมอรอบ 1 โปรแกรมนี้แพทย์จุฬาฯ มีแพทย์วิศวะฯ ที่ เรียนรวมกัน 6 ปี แพทย์รอบ 1 เข้าโครงการนี้ได้ไหมครับ

ตามความเข้าใจของผมคือเข้าได้ครับ แต่ว่าโปรแกรมที่เป็นแพทย์ไปวิศวะฯ จะเลือกตอนที่เข้าไปเรียนแล้ว แต่ผมไม่มั่นใจ น่าจะตอน ปี 3 ครับคือไม่ว่าใครจะเข้ามา Track ไหนจะรอบ กสพท. อาจจะเป็นรอบ 2 โอลิมปิกวิชาการ หรือรอบ 1 ก็สมัครได้เช่นกันครับ

จริงๆ เล็งจะเป็นหมอตั้งแต่แรกไหมครับ?

ตอนแรกผมลังเลอยู่ช่วง ม.4-ม.5 มีหลายอาชีพที่อยากทำ ตอนแรกคิดว่าจะเรียนวิศวะฯ เพราะโดยส่วนตัวก็อยากเป็นนักบิน ในระดับหนึ่ง ที่มาชัวร์จริงๆ ก็ตอนม.5 เทอม 2 ครับว่าหมอเป็นอาชีพหลักน่าจะดีกว่าครับ นี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่เริ่มเตรียมตัวเรียนหมอ

หมายถึงว่าตั้งแต่ ม.4-ม.5 คือก็เตรียมตัว TCAS ปกติเลยใช่ไหมครับ แต่พอ ม.5 เทอม 2 ถึงเลือกรอบพอร์ตดีกว่าใช่ไหมครับ

ตอนแรกไม่มั่นใจครับ มีลังเลอยู่ 2 คณะคือแพทย์กับวิศวะฯ ครับ

แซมมีเทคนิคการอ่านหนังสือยังไงบ้างครับ เช่น การทำโน๊ต การจด map

โน๊ตแต่ละรายวิชาเป็นสิงที่ผมทำอยู่เหมือนกันครับ แต่ที่อยากแนะนำเลย ไม่ว่าเราจะเรียนคอร์สติวเตอร์ที่ไหนมา ก็จะมีหนังสือของเขามา แต่ที่สำคัญเลยถ้าเราอ่านมาจนเข้าใจแล้วๆ หลายๆ รอบ ให้ปิดหนังสือแล้วลองเขียนสรุปความเข้าใจของเราในแต่ละบท วาดรูปได้ว่า แต่ระบบในแต่ละส่วนเรียกว่าอะไร ถึงจะดูไม่สวย หรือจดไม่สวย แต่ต้องลองวาดด้วยตัวเอง เพื่อทำความเข้าใจแล้วเอามาเทียบกับ Textbook อีกทีว่ามีส่วนไหนตกหล่นไปไหม ส่วนไหนที่ต้องเสริม อันนี้มทำบ่อยแล้วช่วยได้เยอะเลย

พี่กิ๊บ: เด็กหลายๆ คน เรียนพิเศษเยอะมากจนไม่มีเวลาทำอะไร เรียนเยอะไปหมด ไม่อยากเรียนเยอะหรอกนะ แต่เพื่อนเรียนก็ไปสมัคร การเรียนเยอะๆ แบบนี้เหมือนกินอาหารมาเยอะแต่อาหารไม่ย่อย พอกลับบ้านมาเรานอนแผ่เลย แต่ไม่มีเวลาทบทวน ไม่ได้อ่านโน๊ตไม่ได้ทำซ้ำ เลือกเรียนกับที่ๆ ที่สอนเข้าใจ ทุกคนอาจจะไม่ได้ชอบเหมือนๆ กันแล้วแต่จริตว่าเราชอบแบบไหน เลือกที่เดียวแล้วไปให้สุด กลับมาต้องทบทวน ต้องทำซ้ำ

พี่กิ๊บทวนด้วยการอ่านหนังสืออย่างต่ำคือ 3 รอบ เริ่มจากอ่านแล้วไฮไลท์ รอบ 2 เอาที่ไฮไลท์มาสรุปเป็นโน๊ต 3 เอาโน๊ตที่สรุปไว้มาอ่านก่อนสอบ ไม่มีใครอ่านหนังสือรอบเดียวแล้วได้เลย

ได้โครงการ สอวน. ไหม?

ผมไม่มีครับ แต่ถ้ามีในพอร์ตก็จะดีครับ มันสะท้อนหลายๆ อย่างได้ดี แต่ไม่มีก็ไม้ป็นไรครับ มีหลายๆ คนที่ติดก็ไม่ได้มีในส่วนนี้

มีเทคนิคอะไรการทำข้อสอบ BMAT การทำพาร์ทไหนก่อนหลัง หรือข้อไหนควรข้าม ควรทิ้งเลย แล้วอันไหนควรจะทำ?

ถ้าน้องจะสอบปีหน้า ผมก็แนะนำว่าอย่าเพิ่งยอมแพ้ อย่าเพิ่งทิ้ง Section ไหนเลยครับ ไม่ว่าจะเป็น Writing หรือ Section 1 เพราะตอนนี้ยังมีเวลา ที่อย่างน้อยถึงแม้ว่าอย่างน้อยจะไม่ใช่พาร์ทถนัดของเรา แต่เราก็ยังดันให้มันอย่างน้อยเป็น Damage Mitigation ไว้ก่อนครับให้มันไม่ดึงคะแนนลงไปเยอะมากครับ

ซึ่งเทคนิคการทำที่ผมแนะนำเลย ในเวลาที่ทำเลยเราควรจะทำหลังจากเก็บเนื้อหาครบทั้งหมดแล้ว เราจะมีพื้นฐานในการเข้าใจโจทย์ครับ เวลาทำผมแนะนำว่าทำ 3 ​Sections พร้อมกันถ้าเป็นไปได้ มีเวลาพอในแต่ละวัน ทำพร้อมกันเลยรวดเดียว จะใช้เวลาประมาณ 2 ชม. ซึ่งตรงนี้จะจำลองได้ดีเลย เพราะในห้องสอบจริงเราก็ต้องฝึกในเรื่องของความอึดนิดนึงครับ ว่าเราสามารถทำข้อสอบในแต่ละพาร์ทตามเวลา ​ พาร์ท 1 1 ชม. ต่อด้วยพาร์ท 2 ครึ่งชม และต่อด้วยพาร์ท 3 ครึ่งชม. ได้ มันจะต้องใช้พลังสมองเยอะนิดนึงในการทำต่อเนื่องแบบนี้ ซึ่งผมคิดว่าเป็นวิธีที่ฝึกดีที่สุด คือข้อสอบแต่ละปีเรียง Sections 1 2 3 แล้วพยายามทำรวดเดียวใน 2 ชม. เลย จับเวลาเสมือนจริงทุกอย่าง แล้วก็อย่าลืมว่าหลังจากทำเสร็จแล้ว สำคัญที่สุดเลย ผมจะกาดอกจันไว้ ไม่ว่าข้อนี้จะถูกหรือผิด แต่ถ้าผมไม่มั่นใจหรือลังเลใจ จะกลับมาทวนดูสาเหตุที่เราผืดหรือเราลังเลมันอยู่ตรงไหน เราควรจะไปเสริมตรงไหนด้วยครับ

ช่วงสุดท้าย พี่แซมฝากถึงน้องๆ หน่อย

ถ้าหมดกำลังใจแล้วควรเตรียมตัวยังไงดีถ้าอยู่ ม.6 แล้ว?

สำหรับคนที่ยังเตรียมตัวสอบและไม่มั่นใจแล้วว่าจะไปรอบ 1 ผมขอให้สู้ต่อไปนะครับ เพราะว่าอย่าลืมนะว่ามันเหลืออีกไม่กี่เดือน จริงๆ แล้วที่เราต้องอดทนแบบนี้ต่อไป ผมยืนยันได้เลยว่าวันนึงที่เราประสบความสำเร็จแล้วจะกลับมาของคุณตัวเองแน่นอนครับ และอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญเลยก็คือไม่จำเป็นเลยต้องทำทุกอย่างเหมือนคนอื่นไปนะครับ หาสิ่งที่เวิร์คที่สุดสำหรับเรา หาวิธีเรียน หาวิธีอ่านหนังสือ เราไม่ควรจะไปตามของคนอื่น มันไม่มี Solutions ไหนที่เหมาะกับทุกคนครับ

ส่วนคนที่ยังลังเลอยู่ ผมก็แนะนำเลยว่าถ้าเกิดหาตัวตนเจอแล้วจะมาทางแพทย์ ผมแนะนำว่าให้มารอบ 1 ครับ เพราะว่ารอบ 1 มันจะช่วยให้เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับชีวิตมากขึ้น เรียนรู้ผ่านการทำกิจกรรม ได้ค้นพบตัวเองมากขึ้น รวมไปถึงการเก็บเกี่ยวประสบการณ์เกี่ยวกับการแพทย์ก่อนที่เราจะเข้าไปเรียนด้วยครับ ตรงนี้ผมคิดว่ามันมีคุณค่ามากกว่าการที่เราแค่เรียนพิเศษแล้วก็อ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบข้อสอบอย่างเดียว โดยไม่ได้ออกไปทำกิจกรรมที่เก็บในพอร์ตครับ

ช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง?

ช่วงนี้ mix กันครับมีทั้งกิจกรรมที่ชอบทำ กิจกรรมที่ออกไปทางงานนิดนึง มี Debate ก็รู้สึกได้ Enjoy ชีวิตดีเหมือนกันครับ ข้อดีของแพทย์รอบ 1 ได้มีเวลาปิดเทอมระหว่าง ม.6 ยาวกว่าคนอื่นประมาณ 2-3 เดือนผมว่าเป็นข้อดีที่เด่นมากๆ เลยครับ 🙂

__________________

บทสัมภาษณ์น้องเอมี่ INDA จุฬาฯ สอบเทียบติดมหา'ลัยด้วย GED TCAS64 Requirement รวมคณะท็อปภาคอินเตอร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

Date : Apr 9, 2022

You May Like