BLOG

    Home Blog SAT คืออะไร? มาเจาะลึกทุกข้อมูลของข้อสอบ SAT By ครูพี่แบงค์

SAT คืออะไร? มาเจาะลึกทุกข้อมูลของข้อสอบ SAT By ครูพี่แบงค์

ทักทายน้องๆ ทุกคนที่เข้ามาอ่านนะครับ วันนี้พี่แบงค์จะมาสรุปทุกข้อมูลว่า SAT คืออะไร หลายๆ คนอาจเคยได้ยินชื่อเสียงของข้อสอบ SAT มาพอสมควรแล้ว แน่นอนว่าภาพจำของข้อสอบตัวนี้ คือ ศัพท์โคตะระยาก จริงๆแล้ว SAT ถูกแปลงโฉมมาครั้งหนึ่งแล้ว กลายเป็น Redesigned SAT แต่ก็ยังพูดไม่ได้ว่าง่ายลงไปนะครับ แม้แวดวงคำศัพท์จะจับต้องได้มากขึ้น แต่ก็มีจุดอื่นที่ค่อนข้างซับซ้อนอยู่พอควร วันนี้พี่แบงค์จะมานำเสนอว่า SAT เค้าต้องการอะไรจากเรา ทดสอบเราเรื่องไหนบ้าง มีกี่ข้อ รวมเป็นกี่คะแนน

SAT ย่อมาจากอะไร ทดสอบเรื่องอะไร

SAT ย่อมาจาก Scholastic Aptitude Test เป็นข้อสอบที่มุ่งทดสอบความสามารถในเชิงวิชาการ ย้ำอีกครั้งนะครับ เค้าไม่ได้อยากประเมินว่าเราเก่งภาษาอังกฤษมากแค่ไหน แก้โจทย์โลกข้อที่ยากที่สุดได้ แต่สิ่งที่ SAT สนใจคือ ‘thinking skills’ หรือทักษะในการคิดครับ เค้าเชื่อว่าทักษะการคิดที่ดีเนี่ยจะทำให้เราสามารถ แก้ปัญหาเฉพาะหน้า สื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพและเข้าใจความเชื่อมโยงของข้อมูลที่ซับซ้อน ดังนั้นเค้าจะออกข้อสอบอย่างไรเพื่อวัดความสามารถในการคิด ไปอ่านต่อกันเลยครับ

SAT เนื้อหาและรูปแบบการสอบเป็นอย่างไร?

Math: ใช้เวลา 1 ชม. 20 นาที (จำนวน 58 ข้อ คะแนนเต็ม 800) แบ่งข้อสอบเป็น 2 ชุด คือ

  1. Math Test – No Calculator มี 20 ข้อ 25 นาที โดย ข้อ 1-15 เป็นปรนัย (Choice) และข้อ 16-20 เป็นอัตนัย (Grid in)
  2. Math Test – Calculator มี 38 ข้อ 55 นาที ข้อ 1-30 เป็นปรนัย (Choice) และข้อ 31-38 เป็นอัตนัย (Grid in) ซึ่งอ่านแล้วอย่าเพิ่งดีใจ เพราะการมีเครื่องคิดเลขเป็นตัวช่วยก็ทำให้ข้อสอบยากตามไปด้วย เครื่องคิดเลขที่ควรนำมาใช้ในการสอบคือ เครื่องคิดเลขวิทยาศาสตร์ (Scientific Calculator) ถึงจะพอที่จะใช้คำนวณ เพราะถ้าเป็นการใช้เครื่องคิดเลขทั่วไปจะไม่สามารถกดฟังก์ชันบางฟังก์ชันได้และต้องเป็นรุ่นที่ทาง College board อนุญาตเท่านั้น

น้องๆ สามารถอ่านรายละเอียดและเทคนิคการพิชิต SAT Math 800 ได้ที่: shorturl.at/jrtyY

Evidenced-based reading: ใช้เวลา 1 ชม. 5 นาที (จำนวน 52 ข้อ) บทความใน SAT โดยรวมแล้วจะประกอบไปด้วย 5 บทความตามหัวข้อต่างๆ 1 ใน 5 บทความนั้น อาจมีลักษณะพิเศษ คือ เป็นบทความคู่ หรือ Paired Passage หัวใจของการอ่านบทความมีสองข้อหลักๆ ครับ

  1. Command of Evidence คือ การสนับสนุนใจความโดยใช้ข้อความที่คัดมากจากบทความ คำถามข้อแรกจะถามความเข้าใจในการอ่าน แล้วข้อถัดมาจะถามว่าประโยคใดในบทความสนับสนุนใจความดังกล่าว ดังนั้นสิ่งที่จะช่วยชีวิตเราไว้คงไม่พ้น เลขบรรทัด หรือ line reference เค้าจะกำหนดเลขบรรทัดมาให้เราเลยว่าให้ไปอ่านที่บรรทัดใด
  2. Words in Context คือ การวัดความรู้ด้านคำศัพท์แบบลึก ในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษจะแบ่งการรู้คำศัพท์เป็นสองประเภท คือ Breadth and Depth รู้แบบเยอะๆหรือรู้แบบลึกๆ กล่าวคือ รู้เยอะแปลได้ผิวเผิน (Breadth of Vocabulary knowledge) หรือ รู้ลึกว่าคำนี้ใช้อย่างไรและเหมาะกับบริบทใด (Depth of Vocabulary knowledge) แน่นอนว่า SAT จะเน้นแบบรู้ลึกมากกว่า สังเกตได้ว่าคำศัพท์ที่นำมาถามจะเป็นคำที่พบเจออยู่ทั่วไป แต่มีความหมายที่หลากหลาย ยกตัวอย่าง เช่น คำว่า low ขั่นต่ำ แต่ในบางบริบทอาจแปลว่า ไม่สำคัญ เป็นต้น

หัวข้อที่ SAT จะนำมาทดสอบ จัดหมวดหมู่ได้ดังนี้

  1. U.S. / World Literature งานเขียนหรือวรรณกรรมของอเมริกันหรือทั่วโลก
  2. U.S founding document / Great Global Conversation งานเขียนจำพวกเอกสารในการก่อตั้งประเทศอเมริกาและแนวคิดที่เป็นประเด็นสากล
  3. Social Science บทความทางด้านสังคมศาสตร์ บทความแนวนี้อาจพูดถึงการทดลองทางสังคมหรือประเด็นที่ข้องเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ จิตวิทยา หรือ สังคมวิทยา
  4. Science บทความเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์หรือการทดลอง 

Writing and language

การทดสอบในส่วนนี้ สนใจเรื่องของการเขียนในหลายระดับ เริ่มตั้งแต่ระดับประโยค เค้าจะดูว่าเราเขียนประโยคถูกตามหลักไวยากรณ์หรือเปล่า ใช้เครื่องหมายวรรคตอนถูกหรือเปล่า  (แอบกระซิบ ว่าชอบออกเรื่องนี้มาก) ถามคำศัพท์ว่าใช้คำนี้เหมาะสมหรือเปล่า รวมไปถึงระดับย่อหน้าหรือ  (Paragraph Writing) ว่าเราจัดเรียงเนื้อหาเป็นไหม โดยโจทย์อาจจะให้เราจะย้ายประโยคเพื่อปรับปรุงใจความของย่อหน้า นอกจากนี้ยังทดสอบเรื่องของการใช้ข้อมูลอีกด้วย ที่เห็นได้ชัด คือ ข้อมูลจากกราฟหรือตารางช่วยสนับสนุนใจความหรือไม่ หรือ เค้าอาจให้ประโยคหนึ่งมาแล้วถามเราว่าควรนำไปเพิ่มย่อหน้าหรือไม่ สาระสำคัญของข้อสอบมีประเด็น ดังนี้

  1. Command of Evidence จะถามให้เราปรับบทความ อาจจะเป็นการเพิ่มหรือลดข้อความที่มีผลต่อความเข้าใจบทความนั้น
  2. Words in Context จะให้เราเลือกคำศัพท์ที่เหมาะสมกับบริบททั้งในแง่ความหมายและการเขียน
  3. Analysis in History/Social Studies and in Science หรือทักษะการวิเคราะห์ในหัวข้อประวัติศาสตร์หรือสังคมศาสตร์ ที่ส่งผลต่อเนื้อหา
  4. Expression of Ideas หรือ การนำเสนอข้อมูล หลักๆจะให้เราเปลี่ยนหรือปรับการจัดเรียงเนื้อหาและการนำเสนอข้อมูลที่จะนำไปสู่ความเข้าใจหรือเนื้อความที่สมบูรณ์
  5. Standard English Conventions จะให้เราปรับและเปลี่ยนคำหรือใจความที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษแบบมาตรฐาน

สอบเมื่อไร และ สอบที่ไหน

         โดยปกติแล้ว SAT จะจัดสอบ 4 รอบต่อ 1 ปี (เดือนมีนา, พฤษภา, ตุลา, และ ธันวา) เก็บคะแนนได้สองปี แปลว่า น้องๆสามารถเตรียมตัว เริ่มสอบได้ตั้งแต่ ม.5 ได้เลยครับ สมัครและดูรายละเอียเพิ่มเติมได้ทาง www.collegeboard.org เลยครับ

________________________________________
InterPass ที่ 1 ด้านอินเตอร์ ✈️
สอบถามคอร์สเรียน Inbox : m.me/interpassinstitute
Line : @InterPass
Tel : 089-9964256, 089-9923965

Date : Jun 25, 2020

You May Like