BLOG

    Home Blog Highlight 7 สิ่งที่ควรรู้ ก่อนตัดสินใจไปเรียนต่อต่างประเทศ

7 สิ่งที่ควรรู้ ก่อนตัดสินใจไปเรียนต่อต่างประเทศ

7 สิ่งที่ควรรู้ ก่อนตัดสินใจไปเรียนต่อต่างประเทศ

การไปต่างประเทศ ถือเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ช่วยให้เห็นโลกได้กว้างมากขึ้น ได้เห็นวัฒนธรรมที่หลากหลาย และการได้ใช้ชีวิตที่แตกต่างออกไป ทำให้หลายๆ คนจึงเลือกที่จะไปศึกษาต่อต่างประเทศ นอกจากจะได้ประสบการณ์ชีวิตแล้ว ยังได้รับการเรียนรู้มากขึ้นอีกด้วย แต่ก่อนที่จะตัดสินใจไปเรียนต่อ ตปท. ควรศึกษาให้ดี และถามตัวเองให้ชัดว่าต้องการไปเรียนหลักสูตรใด หรือแค่อยากไปเที่ยว ซึ่งบทความนี้ได้รวบรวมสิ่งที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจไปเรียนต่างประเทศมาให้ได้อ่านกัน

ตอบตัวเองให้ได้ว่าต้องการไปเรียนต่อต่างประเทศจริงๆ หรือไม่

1. ตอบตัวเองให้ได้ว่าต้องการไปเรียนต่อจริงๆ หรือไม่

หลายๆ คนที่ได้เดินทางไปต่างประเทศก็เกิดความประทับใจในบรรยากาศ สถานที่ วัฒนธรรม รวมถึงผู้คนในเมืองนั้นๆ บางครั้งอาจได้เห็นมุมมองใหม่ๆ ที่ต่างออกไป ทำให้รู้สึกอยากมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ แต่การไปเที่ยว และการไปเรียนนั้นมีความแตกต่างกันอย่างมากเพราะการไปเรียนจำเป็นต้องใช้ชีวิตอยู่เป็นระยะเวลานาน รวมถึง ยังมีความกดดันในการเรียน สภาพอากาศที่ไม่คุ้นชิน รวมถึงต้องจัดการเรื่องต่างๆ ด้วยตัวเอง ดังนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจไปเรียนต่อ ตปท. ต้องตอบคำถามตัวเองให้ได้ว่าการไปครั้งนี้ต้องการอะไรกันแน่ และพร้อมที่จะใช้ชีวิตด้วยตัวเองหรือไม่ ถ้าคำตอบคือ “ใช่” ก็พร้อมลุยหาข้อมูลเพื่อเตรียมตัวไปเรียนต่อต่างประเทศได้เลย

เลือกหลักสูตร และสาขาที่ต้องการเรียนต่อตปท

2. เลือกหลักสูตร และสาขาที่ต้องการเรียนต่อ

หลักสูตรและสาขาที่เปิดสอนในต่างประเทศนั้นมีให้เลือกมากมาย แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเลือกหลักสูตรจะต้องคำนึงถึงศักยภาพ ความชอบ และความสนใจของผู้เรียนเป็นหลัก พร้อมทั้งควรคำนึงด้วยว่าสามารถนำกลับมาใช้ต่อยอดอะไรในชีวิตได้บ้าง ซึ่งในต่างประเทศมีหลักสูตรในการเรียนที่น่าสนใจ ดังนี้

การศึกษา (Education)

การไปเรียนต่างประเทศในหลักสูตรที่เกี่ยวกับการศึกษานั้นมีความน่าสนใจ เพราะที่ต่างประเทศมีคุณภาพทางการศึกษาที่ดี ที่สำคัญการเรียนการสอนจะครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาทักษะในการเรียนรู้ของมนุษย์ และแนวคิดเกี่ยวกับการจัดการความรู้ เพื่อช่วยให้วางโครงสร้างหลักสูตรการศึกษาได้เหมาะสมกับเด็กมากขึ้น สำหรับสาขาศึกษาศาสตร์ในต่างประเทศมีหลักสูตรให้เลือกมากมาย ตั้งแต่ระดับปริญญาตรี เช่น สาขาการประเมินครู สาขาการให้คำปรึกษา และการศึกษากลางแจ้ง เป็นต้น สำหรับน้องๆ คนไหนที่สนใจศึกษาคณะนี้จำเป็นจะต้องสอบ IELTS ได้อย่างน้อย 6.0-6.5 คะแนนขึ้นไป และสำหรับนักเรียนแบบ A-level จะต้องได้คะแนนในระดับ ABB

การแพทย์และสุขภาพ (Medical & Health)

การเรียนต่อแพทย์และกลุ่มสาขาสุขภาพในแต่ละประเทศจะมีเกณฑ์กำหนดที่แตกต่างกันออกไป สำหรับการเรียนต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกาจะเปิดสอนในระดับปริญาโทเท่านั้น แต่นักเรียนที่จะเรียนแพทย์ได้จะต้องสอบผ่านวิชาชีววิทยา เคมี ฟิสิกส์ และภาษาอังกฤษก่อน ที่สำคัญคณะแพทย์ส่วนใหญ่ในสหรัฐอเมริกายังกำหนดให้สอบ Medical College Admission Test (MCAT) ก่อนด้วย


ส่วนการเรียนต่อออสเตรเลีย หรือที่อังกฤษในสาขาการแพทย์มีความแตกต่างจากการเรียนต่อที่อเมริกาเล็กน้อย ตรงที่สามารถสมัครเรียนในระดับปริญญาตรีได้เลย ซึ่งจะเรียน 5-6 ปี แต่บางสถาบันในอังกฤษอาจมีการกำหนดให้สอบ BMAT หรือ UKCAT ซึ่งเป็นการวัดระดับทัศนคติ อารมณ์และความสามารถพิเศษ ส่วนออสเตรเลียมักจะให้สอบ MCAT หรือ GAMSAT

บริหารธุรกิจ (Business)

คณะบริหารธุรกิจเป็นอีกหนึ่งคณะยอดฮิตที่หลายๆ คนเลือกไปเรียนต่างประเทศ โดยเฉพาะหลักสูตร MBA นอกจากความมีชื่อเสียงแล้ว ยังเป็นหลักสูตรที่มีความกว้างขวาง มีการเรียนการสอนที่มีความเป็นมืออาชีพ ช่วยให้ธุรกิจเติบโต และประสบความสำเร็จ ซึ่งหลักสูตร MBA ก็ครอบคลุมหลายวิชา เช่น Finance, Accounting, Operations, Leadership, Data Analysis และ Economics เป็นต้น สำหรับคะแนนพื้นฐานของผู้ที่ต้องการศึกษาต่อ MBA มีดังนี้

  • คะแนน IELTS Overall  ≥ 6.5 
  • คะแนน TOEFL iBT ≥ 80
  • คะแนน Duolingo English Test ≥ 105
  • คะแนน PTE Overall 65
  • คะแนน GMAT ≥ 580
  • คะแนน GRE ≥ 300

กฎหมาย (Law)

การเรียนต่อกฎหมายในต่างประเทศนั้นมีหลายสาขาให้เลือก เช่น สาขากฎหมายแพ่ง สาขากฎหมายอาญา และสาขากฎหมายระหว่างประเทศ เป็นต้น สำหรับผู้ที่ต้องการเรียนต่อต่างประเทศในด้านกฎหมายจำเป็นจะต้องมีภาษาอังกฤษที่ดี เพราะจะต้องเขียนสรุปเรื่องราวต่างๆ ให้ชัดเจน ซึ่งทางมหาวิทยาลัยก็จะมักกำหนดคะแนนภาษาอังกฤษในสาขากฎหมายไว้มากกว่าสาขาอื่นๆ 

  • คะแนน IELTS Overall ≥ 7.0  
  • คะแนน TOEFL ≥ 100 คะแนน
  • คะแนน LSAT (ในบางมหาวิทยาลัย)

แฟชั่นดีไซน์ (Fashion Design)

การเรียนต่อแฟชั่นดีไซน์ในต่างประเทศนั้นจะมีการเรียนการสอนตั้งแต่อุตสาหกรรมแฟชั่น ความรู้ในเชิงเทคนิค และความเข้าใจในยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ซึ่งการไปต่อในด้านแฟชั่นดีไซน์จำเป็นต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ รวมถึง ควรทำ Portfolio เพื่อแสดงให้เห็นถึงความคิด และไอเดียของน้องๆ ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ยังใช้คะแนนสอบ IELTS โดยรวมต้องได้ 6.0 และในแต่ละพาร์ทต้องไม่ต่ำกว่า 5.5

การตลาดออนไลน์ (Marketing)

การไปเรียนต่อ ตปท. ในสาขาการตลาดออนไลน์ เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสาขายอดนิยม เพราะในปัจจุบันนิยมทำการตลาดในช่องทางออนไลน์มากขึ้น เพื่อดึงดูดลูกค้าให้สนใจในผลิตภัณฑ์และบริการ ซึ่งการไปเรียนต่างประเทศในสาขาช่วยให้ได้ไอเดียและแนวคิดใหม่ๆ เพื่อมาพัฒนาและต่อยอดสินค้าได้ นอกจากนี้ ยังสามารถทำงานในสายอื่นๆ ได้มากมาย เช่น Planner, Copywriter และ Event Organizer เป็นต้น ซึ่งคะแนนที่ต้องใช้มีดังนี้ 

  • นักเรียนแบบ A-Level ≥ ABB
  • ผลสอบ IELTS Overall ≥ 6.0 (แต่ละพาร์ท ≥ 5.5)
เกณฑ์ในการเลือกมหาวิทยาลัยเรียนต่อ ตปท.

3. เกณฑ์ในการเลือกมหาวิทยาลัยเรียนต่อ ตปท.

ก่อนที่จะตัดสินใจไปเรียนต่างประเทศจำเป็นต้องเลือกมหาวิทยาลัย และสาขาที่เรียนให้แน่ชัด ซึ่งเกณฑ์ในการเลือกในแต่ละคนอาจแตกต่างกันออกไป ดังนี้ 

ลำดับมหาวิทยาลัย University Ranking

University Ranking เป็นการจัดลำดับมหาวิทยาลัยแบบนานาชาติ โดยสถาบันหรือหน่วยงานต่างๆ ในต่างประเทศ เช่น QS World University Rankings ที่เป็นการจัดอันดับสถาบันการศึกษาทั่วโลกโดย Quacquarelli Symonds ซึ่งได้รับการยอมรับจาก International Ranking Expert Group นอกจากนี้ ยังมีการจัดอันดับมหาวิทยาลัยจาก Times Higher Education World University Rankings ซึ่งเป็นหน่วยงานจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกจากประเทศอังกฤษ เป็นต้น ซึ่งเกณฑ์ในการวัดก็จะมีความคล้ายคลึงกัน ดังนี้

  1. สภาพแวดล้อมในการเรียนการสอน เช่น ปริมาณสัดส่วนผู้สอนต่อนักศึกษา และความสามารถ การได้รับรางวัลของผู้สอน เป็นต้น
  2. ปริมาณการทำงานวิจัย รวมถึงรายได้ที่ได้จากงานวิจัย
  3. ความร่วมมือระหว่างประเทศ เช่น สัดส่วนนักศึกษาต่างประเทศในมหาวิทยาลัย และสื่อสิ่งพิมพ์ของมหาวิทยาลัยมีผู้เขียนร่วมเป็นชาวต่างชาติ

การจัดลำดับมหาวิทยาลัยนั้นไม่ได้บ่งบอกถึงคุณภาพการสอน แต่เป็นเพียงตัวชี้วัดที่บางหน่วยงานจัดขึ้น ซึ่งแสดงถึงความสำเร็จของมหาวิทยาลัย แต่ลำดับอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ในทุกๆ ปี

สาขาที่โดดเด่น Ranking by Subject

การเลือกเรียนจาก Ranking by Subject ก็มีลักษณะคล้ายคลึงกับ University Ranking แต่เป็นการจัดลำดับเฉพาะสาขาเท่านั้น เช่น มหาวิทยาลัย A อาจจะมี University Ranking ไม่ได้สูงเมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ แต่ Ranking by Subject ที่ต้องการเข้าศึกษา กลับอยู่อันดับหนึ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามหาวิทยาลัยมีความเชี่ยวชาญในด้านนี้เป็นพิเศษ 

งบประมาณ 

ค่าเทอมในแต่ละสถาบันและแต่ละสาขาวิชาก็จะมีความแตกต่างกันออกไป การเลือกที่เรียนจากงบประมาณที่สามารถจ่ายไหว ก็ถือเป็นอีกตัวเลือกที่ดีทีเดียว เพราะก็จะไม่ทำให้เราเหนื่อยกับการแบกภาระค่าใช้จ่ายที่มากเกินไป ที่สำคัญยังได้เรียนในสาขาที่ชอบอีกด้วย 

4. ลิสต์ประเทศยอดนิยม ที่คนมักเลือกไปเรียนต่อ

นอกจากปัจจัยที่เป็นเกณฑ์ในการเลือกมหาวิทยาลัยเรียนต่อ ตปท. ที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น น้องๆ บางคนยังสามารถเลือกเรียนต่อในประเทศที่ตัวเองชื่นชอบได้เช่นกัน ซึ่งประเทศที่เป็นที่นิยมในการไปเรียนต่อ มีดังนี้

เรียนต่อสหรัฐอเมริกา (USA)

สหรัฐอเมริกา (USA)

อเมริกาเป็นพื้นที่ที่มีความหลากทางวัฒนธรรม จะช่วยให้น้องๆ ได้เห็นถึงไลฟ์สไตล์ สภาพแวดล้อม รวมถึงการใช้ชีวิต นอกจากนี้ สหรัฐอเมริกายังเป็นประเทศที่มีคุณภาพด้านการศึกษาอีกด้วย ซึ่งเมือง New York, Boston, San Diego เป็นเมืองที่ได้รับความนิยมในการไปเรียนต่อ สำหรับเอกสารที่ใช้ในการไปเรียนต่ออเมริกา มีดังนี้ 

  • Graduation Certificate
  • ใบแสดงผลการเรียน
  • ผลการสอบภาษาอังกฤษ IELTS ≥ 6.5 หรือ TOEFL ≥ 60-70 แต่อย่างไรก็ตามคะแนนเหล่านี้ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของแต่ละสถาบัน 
  • ผลการสอบ SAT ซึ่งเป็นการสอบวัดความสามารถทางคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษ 
  • ผลการสอบ GMAT เป็นข้อสอบวัดทักษะภาษาอังกฤษ ตัวเลข และการวิเคราะห์ ใช้เพื่อเข้าศึกษาต่อในสาขาบริหารธุรกิจ
  • ผลการสอบ GRE เป็นข้อสอบเป็นข้อสอบวัดเชาวน์ปัญญาทั่วไป สำหรับผู้ที่ต้องการสมัครเรียนหลักสูตรระดับบัณฑิตหรือสูงกว่าปริญญาตรีในสาขาวิชา เช่น สังคมศึกษา วิศวกรรมศึกษา ศึกษาศาสตร์ วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม และศิลปศาสตร์ เป็นต้น
เรียนต่อสหราชอาณาจักร (UK)

สหราชอาณาจักร (UK)

สหราชอาณาจักร ประกอบด้วย 4 ประเทศ คือ อังกฤษ สกอตแลนด์ เวลส์ และไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งถือว่าเป็นผู้ที่วางรากฐานทางการศึกษาเลยก็ว่า และที่สำคัญที่สหราชอาณาจักรนั้นมีมหาวิทยาลัยที่น่าสนใจหลายแห่ง เช่น Oxford และ Cambridge เป็นต้น สำหรับเอกสารที่ใช้ในการเรียนต่อที่นี่ มีดังนี้

  • Graduation Certificate
  • ผลการสอบภาษาอังกฤษ IELTS ≥ 6.5 หรือ TOEFL ≥ 60-70 แต่อย่างไรก็ตามคะแนนเหล่านี้ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของแต่ละสถาบัน
  • PTE เป็นการสอบวัดผลทางด้านภาษาอังกฤษ
  • Statement of Purpose (SOP)
เรียนต่อออสเตรเลีย (Australia)

ออสเตรเลีย (Australia)

ประเทศออสเตรเลียเป็นประเทศที่นักเรียนไทยหลายๆ คนเลือกไปเรียนต่อ เพราะอยู่ไม่ไกลจากประเทศไทย ค่าใช้จ่ายในการไปเรียนต่อออสเตรเลียก็ไม่สูงมาก สภาพอากาศดี ผู้คนน่ารัก ที่สำคัญการเดินทางไปยังเมืองอื่นๆ ในประเทศก็สะดวกสบาย สำหรับเอกสารที่ใช้ในการเรียนต่อ มีดังนี้

  • Graduation Certificate
  • ใบแสดงผลการเรียน
  • ผลการสอบภาษาอังกฤษ 
  • IELTS ≥ 5.5 
  • TOEFL ≥ 46 
  • CAE ≥ 162
  • PTE Academic ≥ 42

แต่อย่างไรก็ตามคะแนนเหล่านี้ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของแต่ละสถาบันด้วย

เรียนต่อนิวซีแลนด์ (New Zealand)

นิวซีแลนด์ (New Zealand)

นิวซีแลนด์เป็นอีกหนึ่งประเทศที่หลายๆ คนหลงรัก และเลือกไปเรียนต่อเมืองนอกที่นี่ เพราะประเทศนิวซีแลนด์ให้ความสำคัญกับการศึกษามากๆ และเน้นให้นักศึกษานำความรู้ไปใช้ได้ตลอดชีวิต แถมยังเป็นประเทศที่มีความปลอดภัยสูง และติดอันดับประเทศที่สงบสุขที่สุดในโลกอีกด้วย สำหรับเอกสารที่ใช้ในการสมัครเข้าศึกษาต่อมีดังนี้

  • Graduation Certificate
  • ใบแสดงผลการเรียน
  • ผลการสอบภาษาอังกฤษ IELTS ≥ 6.0 หรือ TOEFL ≥ 60-70 คะแนน แต่อย่างไรก็ตามคะแนนเหล่านี้ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของแต่ละสถาบัน
เรียนต่อแคนาดา (Canada)

แคนาดา (Canada)

แคนาดาเป็นประเทศที่การศึกษามีความทันสมัย หลักสูตรและการเรียนการสอนต่างๆ มีการปรับให้เข้ากับยุคสมัย นอกจากด้านการศึกษาแล้วยังเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมที่หลากหลาย ธรรมชาติสวยงาม และผู้คนน่ารัก สำหรับเอกสารในการยื่นสมัครสอบมีดังนี้

  • Graduation Certificate
  • ใบแสดงผลการเรียน
  • ผลการสอบภาษาอังกฤษ IELTS ≥ 6.5 หรือ TOEFL ≥ 90 นอกจากนี้ ยังสามารถยื่นผลสอบภาษาอังกฤษรูปแบบอื่นๆ ได้ด้วย เช่น CAEL, CanTEST, DET และ PTE เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม คะแนนเหล่านี้ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของแต่ละสถาบัน
  • ผลการสอบ SAT ซึ่งเป็นการสอบวัดความสามารถทางคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษ
เรียนต่อสิงคโปร์ (Singapore)

สิงคโปร์ (Singapore)

สิงคโปร์เป็นอีกหนึ่งประเทศที่หลายๆ คนเลือกไปเรียนต่อ เพราะเป็นประเทศที่ครองอันดับ 1 ด้านการศึกษาใน Asean ที่สำคัญบ้านเมืองมีความสะอาด และคนภายในประเทศมีวินัยและความเป็นระเบียบ

  • Graduation Certificate
  • ใบแสดงผลการเรียน
  • ผลการสอบภาษาอังกฤษ IELTS ≥ 6.5 แต่อย่างไรก็ตาม คะแนนเหล่านี้ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของแต่ละสถาบัน
วางแผนค่าใช้จ่ายในการไปเรียนต่อตปท

5. วางแผนค่าใช้จ่ายในการไปเรียนต่อ

สำหรับการไปศึกษาต่อต่างประเทศ เงินเป็นปัจจัยสำคัญ หากต้องการไปเรียนต่อ ควรรู้ว่ามีค่าใช้จ่ายใดบ้างที่จำเป็น รวมถึง แนวทางในการวางแผนค่าใช้จ่ายที่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายหรือเพิ่มรายได้ระหว่างไปเรียน

ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการเรียนต่อต่างประเทศ

การเดินทางไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยต่างประเทศนั้นนอกจากค่าเทอมแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ อยู่อีกมากมาย น้องๆ จะต้องศึกษาและเตรียมเงินในส่วนต่างๆ ให้พร้อม ซึ่งมีดังนี้

  • ค่าวีซ่า
  • ค่าประกันสุขภาพ
  • ค่าตั๋วเครื่องบิน
  • ค่าเล่าเรียนตลอดหลักสูตร
  • ค่าที่อยู่อาศัย
  • ค่าใช้จ่ายรายเดือนอื่นๆ เช่น ค่าเดินทาง ค่ากิน และค่ารถโดยสาร

แนวทางการลดภาระค่าใช้จ่าย

ค่าใช้จ่ายในการไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยต่างประเทศนั้นค่อนข้างมาก ซึ่งแนวทางในการลดภาระค่าใช้จ่ายก็สามารถทำได้หลายทาง เช่น การหาทุนการศึกษา เพราะบางมหาวิทยาลัยมีทุนค่าเทอม ค่ากินอยู่ และค่าที่พักให้นักษาด้วย ดังนั้น น้องๆ ควรศึกษาเรื่องทุนในการเรียนของมหาวิทยาลัยที่ต้องการศึกษา เพื่อช่วยเซฟค่าใช้จ่าย และจะได้เตรียมตัวในการขอทุนให้พร้อม 

นอกจากนี้ ในบางประเทศน้องๆ ยังสามารถทำพาร์ทไทม์หารายได้เสริม ได้ด้วย เช่น พนักงานเสิร์ฟ ขายของ และพี่เลี้ยงสัตว์ เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขในการทำงานก็ขึ้นอยู่ประเทศที่ไปเรียนต่อด้วย จึงควรตรวจสอบกฎระเบียบข้อบังคับก่อนเสมอ สำหรับประเทศที่สามารถทำงานพาร์ทไทม์ได้ในระหว่างเรียน มีดังนี้

  • สหรัฐอเมริกา สำหรับน้องๆ ที่ถือวีซ่านักเรียน F1 ในปีแรกสามารถทำงานพาร์ทไทม์ในมหาวิทยาลัยได้ เมื่อขึ้นปี 2 จึงสามารถทำงานพาร์ทไทม์นอกมหาวิทยาลัย
  • อังกฤษ ผู้ที่มีวีซ่านักเรียนระดับ 4 สามารถทำงานพาร์ทไทม์ได้สูงสุด 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
  • แคนาดา สามารถทำงานได้สูงสุด 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
  • ออสเตรเลีย ในช่วงที่เปิดภาคเรียนสามารถทำงานได้สูงสุด 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่สำหรับช่วงปิดเทอมสามารถทำงานได้อย่างไม่มีข้อจำกัด
  • เยอรมันนี สำหรับน้องๆ ที่มีวีซ่านักเรียนของเยอรมันนี้สามารถทำงานได้ 120 วันหรือ 240 วันครึ่งต่อปี
  • นิวซีแลนด์ อนุญาตให้ทำงานได้ไม่เกิน 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
ศึกษาความเป็นอยู่และวัฒนธรรมก่อนตัดสินใจไปเรียนต่างประเทศ

6. ศึกษาความเป็นอยู่และวัฒนธรรมก่อนตัดสินใจไปเรียนต่างประเทศ 

การไปเรียนต่อต่างประเทศ จำเป็นต้องใช้ชีวิตในระยะอย่างน้อย 1-2 ปี ดังนั้น ก่อนตัดสินใจไปเรียนต่อมหาลัยต่างประเทศควรศึกษาวัฒนธรรม และความเป็นอยู่ของประเทศนั้นๆ ด้วยว่า สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้หรือไม่ หรือควรปรับตัวอย่างไรเพื่อให้อยู่รอด โดยอาจจะหาโอกาสเดินทางไปดูมหาวิทยาลัยก่อน ว่ามีสภาพความเป็นอยู่อย่างไร และสิ่งแวดล้อมรอบๆ จะสามารถอยู่ได้หรือไม่ ที่สำคัญควรศึกษาเรื่องสภาพอากาศในแต่ละฤดูด้วยว่าเป็นเช่นไร จะได้ประเมินตัวเองได้อย่างคร่าวๆ 

7. เป้าหมายหลังจากจบการศึกษา 

การไปศึกษาต่อต่างประเทศเป็นการลงทุนเพื่อการศึกษาที่ใช้เงินค่อนข้างมาก ดังนั้น ก่อนตัดสินใจไปเรียนต่อเมืองนอก ควรคำนึงว่าหลังจากเรียนจบสามารถนำสิ่งที่เรียนมาต่อยอดในการทำงานได้หรือไม่ หรือมีเป้าหมาย แนวทางอย่างไรหลังเรียนจบ รวมถึง มองหาโอกาสในการทำงานหลังเรียนจบ ว่าสาขาที่จบมานั้นเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน และมีความมั่นคงทางรายได้หรือไม่ 

การไปเรียนต่อ ตปท. เป็นการลงทุนด้านการศึกษาที่ใช้เงินค่อนข้างมาก ที่สำคัญต้องใช้ชีวิตอยู่ในเมืองนั้นๆ นานประมาณ 1-2 ปีเป็นอย่างน้อย ดังนั้น ก่อนตัดสินใจไปเรียนต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการไปเรียนต่อออสเตรเลีย อเมริกา หรือเรียนต่อประเทศอื่นๆ ควรถามตัวเองให้ดีว่ามีความพร้อมหรือยัง ทั้งความพร้อมด้านการเงิน ภาษา และชีวิตความเป็นอยู่ เพราะการไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยต่างประเทศ ต้องใช้ความอดทน และความพยายามอย่างมาก เพื่อแลกมาด้วยศักยภาพทางความรู้ ภาษา สังคม และมุมมองที่คุ้มค่า

Friday 13th อาถรรพ์ หรือ ความเชื่อ INTERPASS WAY เส้นทางความสำเร็จของน้องๆ สอบติดคณะอินเตอร์และหมอรอบ 1

Date : Jun 2, 2022

You May Like