BLOG

    Home Blog BMAT BMAT คืออะไร? พร้อม 5 คำถามที่น้องๆ อยากรู้กันมากที่สุดกับข้อสอบ BMAT เพื่อยื่นหมอรอบ 1 By ครูพี่กิ๊บ Oxford

BMAT คืออะไร? พร้อม 5 คำถามที่น้องๆ อยากรู้กันมากที่สุดกับข้อสอบ BMAT เพื่อยื่นหมอรอบ 1 By ครูพี่กิ๊บ Oxford

สวัสดีค่ะน้องๆชาว InterPass ทุกคน

พี่เชื่อว่าน้องๆ ที่เข้ามาอ่านถึงตรงนี้จะต้องเป็นน้องๆ ที่มีความฝันอยากเป็นคุณหมอกันทุกคนแน่นอนเลย แต่ความยากของการเป็นหมอก็คือในแต่ละปีมีคนที่สมัครสอบ กสพท ไม่น้อยเลยนะคะ ทำให้อัตราการแข่งขันสูงมาก แต่เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมามีการสอบหมออีกสนามหนึ่งที่เรียกว่ารอบ portfolio หรือที่เรียกสั้นๆว่าหมอรอบ 1 ขึ้นมา ซึ่งปรากฎว่าน้องๆให้ความสนใจกันอย่างท่วมท้นทีเดียว เพราะมีวิชาที่ต้องสอบเพียงแค่ 2 วิชา ได้แก่ IELTS และ BMAT

แต่ก็ยังมีน้องๆ หลายคนที่ยังสงสัยว่าข้อสอบ BMAT คืออะไร สอบยากมั้ย ควรเตรียมตัวอย่างไร วันนี้พี่จึงขอมาตอบคำถาม 5 ข้อที่น้องๆ ถามกันมาบ่อยที่สุดเกี่ยวกับการสอบ BMAT เพื่อไขข้อข้องใจไปพร้อมๆกันค่ะ

คำถามที่ 1: BMAT คืออะไร

ข้อสอบ BMAT นั้นย่อมาจาก BioMedical Admissions Test เป็นข้อสอบที่จัดสอบโดย Cambridge Assessment เพื่อใช้เข้าศึกษาในคณะแพทยศาสตร์ วิทยาศาสตร์การแพทย์ และทันตแพทยศาสตร์หรือสาขาที่เกี่ยวข้อง ใน 1 ปีจะมีรอบสอบ BMAT 2 รอบในช่วงปลายปี (โดยปกติอยู่ช่วงประมาณ กันยายน, ตุลาคม หรือพฤศจิกายน) แต่นักเรียนสามารถเลือกสอบได้เพียงแค่ 1 ครั้ง/ปี เท่านั้นนะคะ ค่าสอบอยู่ที่ £83 (ข้อมูลปี 2020) แต่สำหรับคนที่สมัครไม่ทัน เขาก็มีรอบ Late Registration ให้นะคะ แต่ก็จะเสียค่าสมัครแพงกว่ารอบปกติค่ะ

ซึ่งน้องๆที่อยากสมัครสอบ BMAT สมัครได้ทางช่องทางนี้เลยค่ะ  www.metritests.com

สำหรับเมืองไทยนั้น น้องๆต้องใช้ข้อสอบ BMAT ควบคู่กับข้อสอบ IELTS ในการยื่นหมอรอบ 1 (รอบ Portfolio) นะคะ

คำถามที่ 2: BMAT สอบอะไรบ้าง

ข้อสอบ BMAT ประกอบไปด้วยข้อสอบทั้งหมด 3 sections ใช้เวลาสอบทั้งหมด 2 ชั่วโมง โดยมีรายละเอียดดังนี้ค่ะ

Section 1: Aptitude and Skills เป็นข้อสอบปรนัย (ชอยส์) 32 ข้อ ใช้เวลา 60 นาที คะแนนเต็ม 9 โดยแบ่งออกเป็นข้อสอบ 2 ประเภท ได้แก่ Problem Solving และ Understanding Argument เป็นการวัดการแก้ปัญหาเชาว์ การคำนวณ และการอ่านเพื่อทำการวิเคราะห์หาเหตุผล ข้อสอบในส่วนนี้ถือว่าเป็นข้อสอบที่ค่อนข้างยากสำหรับนักเรียนไทย เพราะเป็นโจทย์ที่ต้องทำแข่งกับเวลา และเป็นการอ่านแบบวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อตอบคำถาม

Section 2: Scientific Knowledge and Applications เป็นข้อสอบปรนัย (ชอยส์) 27 ข้อ ใช้เวลา 30 นาที คะแนนเต็ม 9 โดยแบ่งข้อสอบออกเป็น เลข ฟิสิกส์ เคมี และ ชีววิทยา แม้ว่านักเรียนไทยส่วนใหญ่คิดว่าข้อสอบในส่วนนี้ง่าย แต่หากต้องการยื่นเข้าคณะที่มีการแข่งขันสูงเช่น แพทย์จุฬาในรอบ 1 ก็ต้องทำคะแนนให้ได้เต็มหรือเกือบเต็มเลยทีเดียวค่ะ

Section 3: Writing Task เป็นข้อสอบการเขียน ซึ่งจะให้นักเรียนเลือกตอบเพียง 1 จาก 3 คำถาม โดยให้เวลา 30 นาที คะแนนเต็ม 5A ซึ่งคะแนนในส่วนตัวเลขนั้นคือคะแนนที่วัดว่าเนื้อหาที่เราเขียนเป็นอย่างไรบ้าง ส่วนคะแนนที่เป็นตัวอักษรจะวัดความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษของเราค่ะ โดยคำถามจะเกี่ยวข้องกับเรื่องต่างๆ เช่น ให้แสดงความคิดเห็นเรื่องจริยธรรม หรือแนวคิดบางอย่างที่อาจจะเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ หรือหลักการแพทย์เป็นต้น  

คำถามที่ 3: ข้อสอบ BMAT ยากมั้ย เรียนโรงเรียนไทยมาจะมีหวังมั้ย

สำหรับพี่ พี่คิดว่าความยากของ BMAT คือเรื่องของภาษาอังกฤษค่ะ เพราะว่าข้อสอบ BMAT เป็นข้อสอบเฉพาะทางที่คนอังกฤษเองก็สอบกัน ดังนั้นภาษาที่ใช้จึงค่อนข้างยาก/ยาว โดยมากก็จะทำกันไม่ค่อยจะทันสักเท่าไรโดยเฉพาะ section 1

ในส่วน section 2 นั้น แม้ว่าน้องๆจะรู้สึกว่าง่ายที่สุดในบรรดา 3 sections แต่ว่าก็จะมีบางเรื่องที่โรงเรียนไทยอาจจะไม่ได้สอน ดังนั้นเราก็อาจจะต้องเรียนรู้เนื้อหาส่วนนี้เพิ่มเติมไปด้วยนะคะ

Section 3 ซึ่งเป็นการเขียน โดยปกติแล้วก็จะเป็นส่วนที่ยากสำหรับน้องๆอยู่แล้วเพราะการเขียน essay เป็นอะไรที่เราไม่คุ้นเคยกันสักเท่าไร และเวลาที่ให้มาก็เพียงแค่ 30 นาที ดังนั้น น้องๆก็ควรที่จะฝึกเขียนเยอะๆ โดยอาจจะต้องศึกษา pattern ของการเขียน BMAT writing ให้แม่นยำก่อนเริ่มลงมือเขียนค่ะ

โดยสรุปแล้วพี่คิดว่าข้อสอบ BMAT ไม่ได้ยากจนเกินไปสำหรับน้องๆที่เรียนหลักสูตรไทยมาค่ะ ใน section 1 ถึงแม้ว่าโจทย์อาจจะยาว แต่ก็สามารถใช้เทคนิคการอ่าน ตัด choice ได้ ส่วน section 2 นี่น้องๆหลายๆคนเชี่ยวชาญอยู่แล้ว แต่อาจจะต้องฝึกทำข้อสอบเก่าในส่วนที่เรายังไม่เคยเรียนในหลักสูตรไทยมาก่อน  และส่วนที่ 3 แน่นอนค่ะ ต้องฝึกเขียนบ่อยๆ เพราะแนวโจทย์ก็จะออกซ้ำไปซ้ำมา

คำถามที่ 4: อยากยื่นหมอรอบ 1 ไม่สอบ BMAT ได้มั้ย

ส่วนใหญ่แล้ว การยื่นหมอรอบ 1 นั้น จำเป็นที่จะต้องใช้ BMAT ยกเว้นคณะแพทยศาสตร์บางที่ อนุญาตให้เราใช้ข้อสอบอื่นในการยื่นแทน BMAT ได้ค่ะ โดยมากจะเป็นการยื่นคะแนนในวิชา SAT Subject Test นั่นก็คือ คณะแพทย์ศาสตร์ รพ.รามาฯ ม.มหิดล วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ (7 ปี) ไม่ใช้ BMAT ค่ะซึ่งหลายๆคนก็จะหนีมาสอบตัวนี้กันเพราะว่า SAT Subject Test มีเปิดรอบสอบถึงปีละ 5 รอบเลยทีเดียวค่ะ และสำหรับน้องๆที่เรียนในระบบอินเตอร์มาก็สามารถยื่นคะแนนจากระบบ IB หรือ A level แทน SAT Subject Test ได้เช่นกันค่ะ

คำถามที่ 5: อยากยื่นหมอรอบ 1 ควรเริ่มเตรียมตัวยังไง

น้องๆ ที่อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว คิดว่าข้อสอบ BMAT นี่แหละที่เหมาะกับเรามาก ก็มาถึงคำถามที่ว่าควรเริ่มเตรียมตัวยังไง และใช้เวลามากน้อยแค่ไหน พี่ขอแนะนำตารางการอ่านหนังสือคร่าวๆให้น้องๆ ดังนี้ค่ะ

พี่ขอแนะนำว่า ให้น้องๆ เริ่มเตรียมตัวโดยการทำความเข้าใจวิธีการที่ BMAT ออกข้อสอบรวมถึงการทำ past papers ให้หมดก่อนไปสอบด้วยนะคะ แต่ถ้าน้องๆ อยากเรียน BMAT อย่างมีระบบ เรียนรู้เทคนิคการทำข้อสอบให้ทำได้รวดเร็วขึ้น และที่สำคัญคือเพื่อเป็นการประหยัดเวลาในการอ่านหนังสือ พี่ขอแนะนำคอร์ส Expert BMAT ที่น้องๆจะสามารถเรียนสด หรือเรียน online ได้ในทุก platform นะคะ ในคอร์สนี้เราจะเรียนรู้เทคนิคลัด รวมถึงตะลุยโจทย์เก่า และแนวข้อสอบกันอย่างจุใจกันเลยทีเดียวค่ะ

หากน้องๆ มีคำถามเพิ่มเติม หรืออยากให้พี่ หรือพี่ๆ ทีมโค้ชแนะแนววางแผนการเรียนเพื่อเตรียมตัวสอบหมอรอบ 1 ก็สามารถติดต่อมาได้เลยที่ Line: @interpass หรือ โทร 089-9964256, 089-9923965 หรือจะมาเจอกันที่ InterPass สยามสแควร์ซอย 10 เยื้องกับศูนย์หนังสือจุฬา หรืออาคารวรรณสรณ์ชั้น 9 ก็ได้นะคะ

สามารถดูรายละเอียดคอร์ส BMAT เพิ่มเติม หรือใครอยากสมัครเรียน สามารถซื้อผ่าน shop online ได้ที่นี่เลยค่ะ –> https://interpass.in.th/course_category/bmat/

สำหรับบทความอื่นๆที่น่าสนใจเกี่ยวกับการสอบ BMAT สามารถอ่านได้ที่นี่เลยค่ะ –>

>> https://www.interpass.com/category/bmat/

________________________________________
InterPass ที่ 1 ด้านอินเตอร์ ✈️
สอบถามคอร์สเรียน Inbox : m.me/interpassinstitute
Line : @InterPass
Tel : 089-9964256, 089-9923965

Date : Jul 3, 2020

You May Like