BLOG

    Home Blog Highlight เรียนอินเตอร์ดีอย่างไร พร้อมวิธีการเตรียมตัวสอบเข้าให้ได้คะแนนปังๆ

เรียนอินเตอร์ดีอย่างไร พร้อมวิธีการเตรียมตัวสอบเข้าให้ได้คะแนนปังๆ

เรียนอินเตอร์ดีอย่างไร พร้อมวิธีการเตรียมตัวสอบเข้าให้ได้คะแนนปังๆ

ในปัจจุบันทักษะการใช้ภาษาที่สองเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะน้องๆ ที่กำลังเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งการเรียนภาคอินเตอร์กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก แล้วเรียนอินเตอร์ดีอย่างไร มีมหาลัยอินเตอร์ในไทยที่ไหนบ้างที่น่าสนใจ ค่าเทอมเท่าไร มาดูกัน!

ข้อดีของการเรียนมหาลัยภาคอินเตอร์

ข้อดีของการเรียนมหาลัยภาคอินเตอร์

หากถามว่าเรียนอินเตอร์ดีอย่างไร ขอบอกเลยว่ามีข้อดีต่อตัวน้องๆ มากมาย ซึ่งช่วยพัฒนาทักษะทางภาษาและทักษะอื่นๆ ในหลายๆ ด้าน เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่โลกของวัยทำงานได้เป็นอย่างดี การเรียนมหาลัยภาคอินเตอร์มีข้อดี ดังนี้

1. ได้พัฒนาทักษะด้านภาษา

มาดูข้อแรกที่พลาดไม่ได้กับการเรียนอินเตอร์ดีอย่างไร คงหนีไม่พ้นการได้พัฒนาทักษะทางด้านภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นภาษาของโลกที่คนทั่วไปใช้กัน และมีความจำเป็นต่อการทำงานในอนาคต ซึ่งการเรียนการสอนและการพูดคุยกับครูอาจารย์มักจะเป็นภาษาอังกฤษล้วน รับรองว่าจบมาต้องเก่งภาษาอังกฤษอย่างแน่นอน 

2. อัดแน่นไปด้วยคุณภาพด้านการเรียน การสอน

มาดูข้อต่อไปกับการเรียนอินเตอร์ดีอย่างไรกันดีกว่า นอกจากได้ทักษะด้านภาษาแล้ว มหาวิทยาลัยภาคอินเตอร์ส่วนใหญ่จะมีเหล่าคณาจารย์และผู้เชี่ยวชาญที่เก่งในสาขาต่างๆ มาสอนน้องๆ พร้อมให้ความรู้และคำแนะนำที่ดีต่อการนำไปใช้ในชีวิตจริง นอกจากนั้นหลักสูตรยังมีคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานในยุคปัจจุบันอีกด้วย

3. มีโอกาสทางการทำงานที่กว้างขวาง

อีกข้อที่หนีไม่พ้นเลยกับเรียนอินเตอร์ดีอย่างไร ซึ่งก็คือจะช่วยเพิ่มโอกาสในการทำงานมากกว่าการเรียนภาคปกติอย่างแน่นอน เพราะเรามีทักษะทางด้านภาษาที่ผ่านการเรียนการสอนมาหลายปี ทำให้มีที่ทำงานมากมายพร้อมรับน้องๆ เข้าทำงานตามความสามารถอย่างแน่นอน

4. มีหลักสูตรให้เลือกหลากหลาย

ไม่ต้องกังวลว่าเรียนอินเตอร์แล้วจะมีแต่หลักสูตรเกี่ยวกับภาษา เพราะว่าความจริงแล้วมีสาขาวิชามากมายให้เลือกเรียน เช่น เทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสารมวลชน การออกแบบกราฟิกดีไซน์ การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ การทำเว็บไซต์ การจัดการ การบริหาร เป็นต้น

5. มีการร่วมมือกับองค์กรด้านการวิจัยอย่างสม่ำเสมอ

อีกข้อสำหรับการเรียนอินเตอร์ดีอย่างไร คือการเรียนอินเตอร์มักได้รับความร่วมมือจากองค์กรและหน่วยงานต่างๆ สำหรับงานวิจัย การประดิษฐ์และการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ของนักศึกษา ซึ่งมีหลากหลายสาขา เช่น การแพทย์ วิศวกรรม วิทยาศาสตร์ ศิลปะ เป็นต้น

6. ได้เรียนรู้หลากหลายวัฒนธรรม

เพราะในภาคเรียนอินเตอร์ น้องๆ จะได้เจอกับเพื่อนๆ ชาวต่างชาติหลายเชื้อชาติจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งจะทำให้ได้เรียนรู้กับวัฒนธรรมใหม่ๆ ที่หลากหลาย และเรียนรู้ที่จะปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมต่างๆ นอกจากนั้นยังสามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์และวัฒนธรรมอันดีของกันและกันได้อีกด้วย

7. ช่วยเสริมทักษะการกล้าแสดงออก

ข้อสุดท้ายสำหรับการเรียนอินเตอร์ดีอย่างไร นั่นก็คือการได้รู้จักกล้าแสดงออก เพราะวัฒนธรรมต่างประเทศ โดยเฉพาะวัฒนธรรมตะวันตกมักจะสนับสนุนให้นักเรียนนักศึกษากล้าแสดงออก กล้าถาม กล้าตอบ กล้าออกความคิดเห็น หากน้องๆ ได้เรียนในภาคอินเตอร์ก็จะซึมซับกับวัฒนธรรมนี้และค่อยๆ กลายเป็นคนกล้าแสดงออกไปเองแบบไม่รู้ตัว

อยากเรียนอินเตอร์ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง

อยากเรียนอินเตอร์ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง

หลังจากได้รู้ว่าเรียนอินเตอร์ดีอย่างไรแล้ว มาดูกันว่าต้องเตรียมตัวสอบอะไรบ้าง ใช้คะแนนอะไรบ้าง ซึ่งได้แก่การทำข้อสอบต่างๆ ตามมาตรฐาน เช่น

  •  IELTS ข้อสอบประเมินการใช้ภาษาอังกฤษในทักษะฟัง พูด อ่าน เขียน ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก
  • TOEFL ข้อสอบประเมินการใช้ภาษาอังกฤษในทักษะฟัง พูด อ่าน เขียน ตามมาตรฐานสหรัฐอเมริกา
  • CU-TEP ข้อสอบประเมินความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษในเชิงการศึกษา ออกโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • TU-GET ข้อสอบประเมินความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษในเชิงการศึกษา ออกโดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • SAT ข้อสอบที่ใช้วัดทักษะคณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ สำหรับใช้ศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยภาคอินเตอร์ในไทย และสหรัฐอเมริกา
  • ACT ข้อสอบประเมินทักษะการใช้เหตุผล การวิเคราะห์ แก้ไขปัญหา และการแก้ปัญหา

ซึ่งเราขอแนะนำคอร์สเรียนของทาง Interpass ซึ่งมีทั้งเรียนสดแบบกลุ่มเล็ก กลุ่มใหญ่ แบบตัวต่อตัว และเรียนออนไลน์ ที่สำคัญยังมีให้ทดลองเรียนฟรีก่อนอีกด้วย สอนโดยเหล่าครูผู้เชี่ยวชาญจากสาขาต่างๆ ซึ่งมีหลายคอร์สที่เหมาะกับการสอบเพื่อเรียนต่อในภาคอินเตอร์ เช่น  SAT, IELTS, CU-TEP และ TU-GET

เรียนอินเตอร์ต้องใช้คะแนนอะไรบ้าง

การสอบเข้ามหาลัยอินเตอร์ในไทยค่าเทอมสูงๆ น้องๆ ต้องใช้ความพยายามในการหมั่นอ่านหนังสือ ท่องจำคำศัพท์ และลองทำข้อสอบเก่าๆ ไม่ว่าจะเป็น IELTS, SAT หรือ TOEFL เพื่อเตรียมพร้อมลงสู่สนามจริง ซึ่งเราจะพาไปดูรายละเอียดกันว่าแต่ละมหาวิทยาลัยใช้คะแนนอะไรในการสอบบ้าง คะแนนขั้นต่ำเท่าไร และมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Chulalongkorn University)

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Chulalongkorn University)

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีหลักสูตรนานาชาติหรือที่เรียกว่าอินเตอร์จุฬาฯ ในหลากหลายสาขาวิชา ซึ่งเป็นการสอบที่ต้องใช้คะแนนเกี่ยวกับการใช้ทักษะภาษาอังกฤษ เช่น IELTS, SAT เป็นต้น

ค่าสอบ

ในการสอบเข้าเรียนภาคอินเตอร์จะต้องมีค่าใช้จ่ายต่างๆ ดังนี้

  • การสอบ IELTS : การสอบเพื่อการอบรมทั่วไป มีค่าใช้จ่ายประมาณ 7,350 บาท 
  • การสอบ IELTS Academic :  การสอบเชิงวิชาการ มีค่าใช้จ่ายประมาณ 7,350 บาท
  • การสอบ IELTS for UKVI :  การสอบเชิงวิชาการที่รัฐบาลแห่งสหราชอาณาจักรให้การยอมรับ มีค่าใช้จ่ายประมาณ 7,990 บาท
  • การสอบ IELTS for Life Skill (A1 & A2) :  มีค่าใช้จ่ายประมาณ 5,800 บาท
  • การสอบ SAT :  มีค่าใช้จ่ายประมาณ 3,300 บาท ($100.50)
  • การสอบ CU-TEP :  มีค่าใช้จ่าย 900 บาท
  • การสอบ ACT :  มีค่าใช้จ่ายประมาณ 5,600 บาท ($168.50)

คะแนนขั้นต่ำ

ขอยกตัวอย่างคะแนนต่างๆ ของแต่ละคณะภาคอินเตอร์ ซึ่งมีคะแนนขั้นต่ำ ดังนี้

  • คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาอินเตอร์ (ISE) : IELTS ขั้นต่ำ 6.0 คะแนน /  SAT (Math) ขั้นต่ำ 620 คะแนน
  • คณะบริหารธุรกิจ จุฬาอินเตอร์ (BBA) : IELTS ขั้นต่ำ 6.5  คะแนน /  SAT (Math & Verbal) ขั้นต่ำ 1,270 คะแนน
  • คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาอินเตอร์ (EBA) :  IELTS ขั้นต่ำ 6.0 คะแนน / SAT (Verbal) ขั้นต่ำ 450 คะแนน / SAT (Math) ขั้นต่ำ 650 คะแนน
  • คณะจิตวิทยา จุฬาอินเตอร์ (JIPP) : IELTS ขั้นต่ำ 6.5  คะแนน
  • คณะอักษรศาสตร์ จุฬาอินเตอร์ (BALAC) : SAT (Verbal) ขั้นต่ำ 450 คะแนน
  • คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาอินเตอร์ (BCM) : SAT (Verbal) ขั้นต่ำ 450 คะแนน / SAT (Math & Verbal) ขั้นต่ำ 980 คะแนน
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (Thammasat University)

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (Thammasat University)

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีหลักสูตรนานาชาติหรือที่เรียกกันว่า ธรรมศาสตร์อินเตอร์ ซึ่งมีเปิดสอนหลายสาขา ทั้งสายวิทย์และสายศิลป์ โดยเป็นการสอบที่ต้องใช้คะแนนเกี่ยวกับการใช้ทักษะภาษาอังกฤษ เช่น IELTS, SAT เป็นต้น

ค่าสอบ

ในการสอบเข้าเรียนภาคอินเตอร์จะต้องมีค่าใช้จ่ายต่างๆ ดังนี้

  • การสอบ IELTS : การสอบเพื่อการอบรมทั่วไป มีค่าใช้จ่ายประมาณ 7,100 บาท
  • การสอบ IELTS Academic :  การสอบเชิงวิชาการ มีค่าใช้จ่ายประมาณ 7,100 บาท
  • การสอบ IELTS for UKVI :  การสอบเชิงวิชาการที่รัฐบาลแห่งสหราชอาณาจักรให้การยอมรับ มีค่าใช้จ่ายประมาณ 7,710 บาท
  • การสอบ IELTS for Life Skill (A1 & A2) :  มีค่าใช้จ่ายประมาณ 5,800 บาท
  • การสอบ SAT :  มีค่าใช้จ่ายประมาณ 3,300 บาท ($100.50)
  • การสอบ TU-GET : มีค่าใช้จ่าย 1,500 บาท
  • การสอบ ACT :  มีค่าใช้จ่ายประมาณ 5,600 บาท ($168.50)

คะแนนขั้นต่ำ

ขอยกตัวอย่างคะแนนต่างๆ ของแต่ละคณะภาคอินเตอร์ ซึ่งมีคะแนนขั้นต่ำ ดังนี้

  • คณะบริหารธุรกิจ (BBA) : IELTS ขั้นต่ำ 6.0 คะแนน / SAT (Math) ขั้นต่ำ 600 คะแนน / SAT (Verbal) ขั้นต่ำ 460 คะแนน
  • คณะเศรษฐศาสตร์ (BE) : IELTS ขั้นต่ำ 6.5 คะแนน / SAT (Verbal) ขั้นต่ำ 450 คะแนน / SAT (Math) ขั้นต่ำ 650 คะแนน
  • คณะศิลปศาสตร์ (BEC) : IELTS ขั้นต่ำ 6.5 คะแนน / SAT (Verbal) ขั้นต่ำ 400 คะแนน
  • คณะวารสารศาสตร์ (BJM) : IELTS ขั้นต่ำ 6.0 คะแนน / SAT (Verbal) ขั้นต่ำ 400 คะแนน
มหาวิทยาลัยมหิดล (Mahidol University)

มหาวิทยาลัยมหิดล (Mahidol University)

มหาวิทยาลัยมหิดลมีวิทยาลัยนานาชาติมหาวิทยาลัยมหิดลหรือที่เรียกว่า MUIC ซึ่งเป็นหลักสูตรอินเตอร์ โดยเปิดรับสมัครเองโดยตรง ซึ่งมีเปิดรับสมัคร 4 รอบด้วยกัน คือเดือนเมษายน-กรกฎาคม ตุลาคม และมกราคมของปีถัดไป  โดยเป็นการสอบที่ต้องใช้คะแนนเกี่ยวกับการใช้ทักษะภาษาอังกฤษ เช่น IELTS, SAT เป็นต้น

ค่าสอบ

ในการสอบเข้าเรียนภาคอินเตอร์จะต้องมีค่าใช้จ่ายต่างๆ ดังนี้

  • การสอบ IELTS : การสอบเพื่อการอบรมทั่วไป มีค่าใช้จ่ายประมาณ 7,100 บาท
  • การสอบ IELTS Academic :  การสอบเชิงวิชาการ มีค่าใช้จ่ายประมาณ 7,100 บาท
  • การสอบ IELTS for UKVI :  การสอบเชิงวิชาการที่รัฐบาลแห่งสหราชอาณาจักรให้การยอมรับ มีค่าใช้จ่ายประมาณ 7,710 บาท
  • การสอบ IELTS for Life Skill (A1 & A2) :  มีค่าใช้จ่ายประมาณ 5,800 บาท
  • การสอบ SAT :  มีค่าใช้จ่ายประมาณ 3,300 บาท ($100.50)
  • การสอบ ACT :  มีค่าใช้จ่ายประมาณ 5,600 บาท ($168.50)

คะแนนขั้นต่ำ

ขอยกตัวอย่างคะแนนต่างๆ ของแต่ละคณะภาคอินเตอร์ ซึ่งมีคะแนนขั้นต่ำ ดังนี้

  • คณะบริหารธุรกิจ (BBA) : IELTS ขั้นต่ำ 6.0 คะแนน /  SAT (Math) ขั้นต่ำ 600 คะแนน
  • คณะวิศวกรรมศาสตร์ (MUEG) : IELTS ขั้นต่ำ 6.0 คะแนน /  SAT (Math) ขั้นต่ำ 600 คะแนน
  • คณะเศรษฐศาสตร์ (EBA) : IELTS ขั้นต่ำ 6.0 คะแนน /  SAT (Math) ขั้นต่ำ 600 คะแนน
  • คณะนิเทศศาสตร์ (COMARTS) : IELTS ขั้นต่ำ 6.0 คะแนน /  SAT (Math) ขั้นต่ำ 500 คะแนน

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (Prince of Songkla University)

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เป็นมหาวิทยาลัยชื่อดังที่ตั้งอยู่ทางภาคใต้ของประเทศไทย ซึ่งมีหลักสูตรอินเตอร์เปิดสอน 2 คณะด้วยกัน ได้แก่ คณะบริหารธุรกิจ และคณะศิลปศาสตร์ โดยเป็นการสอบที่ต้องใช้คะแนนเกี่ยวกับการใช้ทักษะภาษาอังกฤษ คือ IELTS

ค่าสอบ

ในการสอบเข้าเรียนภาคอินเตอร์จะต้องมีค่าใช้จ่ายต่างๆ ดังนี้

  • การสอบ IELTS : การสอบเพื่อการอบรมทั่วไป มีค่าใช้จ่ายประมาณ 7,100 บาท
  • การสอบ IELTS Academic :  การสอบเชิงวิชาการ มีค่าใช้จ่ายประมาณ 7,100 บาท
  • การสอบ IELTS for UKVI :  การสอบเชิงวิชาการที่รัฐบาลแห่งสหราชอาณาจักรให้การยอมรับ มีค่าใช้จ่ายประมาณ 7,710 บาท
  • การสอบ IELTS for Life Skill (A1 & A2) :  มีค่าใช้จ่ายประมาณ 5,800 บาท
  • การสอบ SAT : มีค่าใช้จ่ายประมาณ 3,300 บาท ($100.50)
  • การสอบ ACT : มีค่าใช้จ่ายประมาณ 5,600 บาท ($168.50)

คะแนนขั้นต่ำ

ขอยกตัวอย่างคะแนนต่างๆ ของแต่ละคณะภาคอินเตอร์ ซึ่งมีคะแนนขั้นต่ำ ดังนี้

  • คณะบริหารธุรกิจ (ฺBBA) : IELTS ขั้นต่ำ 4.5 คะแนน
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (Chiang Mai University)

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (Chiang Mai University)

มหาวิทยาลัยชื่อดังของภาคเหนือคือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งมีหลักสูตรนานาชาติเปิดสอนหลายคณะด้วยกัน โดยมีการสอบที่ต้องใช้คะแนนเกี่ยวกับทักษะทางภาษาอังกฤษ คือ IELTS

ค่าสอบ

ในการสอบเข้าเรียนภาคอินเตอร์จะต้องมีค่าใช้จ่ายต่างๆ ดังนี้

  • การสอบ IELTS : การสอบเพื่อการอบรมทั่วไป มีค่าใช้จ่ายประมาณ 7,100 บาท
  • การสอบ IELTS Academic :  การสอบเชิงวิชาการ มีค่าใช้จ่ายประมาณ 7,100 บาท
  • การสอบ IELTS for UKVI :  การสอบเชิงวิชาการที่รัฐบาลแห่งสหราชอาณาจักรให้การยอมรับ มีค่าใช้จ่ายประมาณ 7,710 บาท
  • การสอบ IELTS for Life Skill (A1 & A2) :  มีค่าใช้จ่ายประมาณ 5,800 บาท
  • การสอบ CMU-eTEGs : มีค่าใช้จ่าย 1,000 บาท

คะแนนขั้นต่ำ

ขอยกตัวอย่างคะแนนต่างๆ ของแต่ละคณะภาคอินเตอร์ ซึ่งมีคะแนนขั้นต่ำ ดังนี้

  • คณะเศรษฐศาสตร์ (ECON) : IELTS ขั้นต่ำ 5.5 คะแนน
  • คณะวิทยาศาสตร์ สิ่งแวดล้อม (ES) : IELTS ขั้นต่ำ 5.0 คะแนน
  • คณะวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาการออกแบบสถาปัตยกรรมแบบบูรณาการ (IDEA) : IELTS ขั้นต่ำ 5.0 คะแนน 
  • คณะวิศวกรรมศาสตร์ (ME) : IELTS ขั้นต่ำ 5.0 คะแนน

มหาวิทยาลัยขอนแก่น (Khon Kaen University)

มหาวิทยาลัยขอบแก่นมีหลักสูตรอินเตอร์ที่เรียกว่า KKUIC มีการรับสมัครผ่าน TCAS ที่เป็นรอบ Portfolio และยังมีการรับตรงผ่านทางวิทยาลัยนานาชาติของมหาวิทยาลัยขอนแก่น หลักสูตรที่เปิดสอนมี คณะศิลปศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะบริหารธุรกิจ คณะเภสัชศาสตร์ เป็นต้น

ค่าสอบ

ในการสอบเข้าเรียนภาคอินเตอร์จะต้องมีค่าใช้จ่ายต่างๆ ดังนี้

  • การสอบ IELTS : การสอบเพื่อการอบรมทั่วไป มีค่าใช้จ่ายประมาณ 7,100 บาท
  • การสอบ IELTS Academic :  การสอบเชิงวิชาการ มีค่าใช้จ่ายประมาณ 7,100 บาท
  • การสอบ IELTS for UKVI :  การสอบเชิงวิชาการที่รัฐบาลแห่งสหราชอาณาจักรให้การยอมรับ มีค่าใช้จ่ายประมาณ 7,710 บาท
  • การสอบ IELTS for Life Skill (A1 & A2) :  มีค่าใช้จ่ายประมาณ 5,800 บาท
  • การสอบ SAT : มีค่าใช้จ่ายประมาณ 3,300 บาท ($100.50)
  • การสอบ KKU-AELT : มีค่าใช้จ่ายประมาณ 600 บาท 

คะแนนขั้นต่ำ

ขอขอยกตัวอย่างคะแนนต่างๆ ของแต่ละคณะภาคอินเตอร์ ซึ่งมีคะแนนขั้นต่ำ ดังนี้

  • คณะวิศวกรรมศาสตร์ (EN) : IELTS ขั้นต่ำ 5.0 คะแนน
  • คณะเภสัชศาสตร์ (PHARM) : IELTS ขั้นต่ำ 5.0 คะแนน
เรียนภาคอินเตอร์ VS เรียนภาคปกติ

เรียนภาคอินเตอร์ VS เรียนภาคปกติ

แน่นอนว่าการเรียนภาคอินเตอร์จะต้องแตกต่างจากการเรียนภาคปกติอย่างแน่นอน ดังนั้นเรามาดูกันว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร เรียนอินเตอร์ดีอย่างไร

หลักสูตรที่ใช้สอน

หลักสูตรวิชาของภาคเรียนอินเตอร์จะมีหลากหลาย ยืดหยุ่น และไม่ค่อยตายตัว นิสิตนักศึกษาสามารถเลือกเรียนวิชาที่สนใจอื่นๆ เพิ่มเติมจากวิชาหลักได้ แต่สำหรับการเรียนภาคปกติส่วนใหญ่จะเป็นหลักสูตรที่ตายตัวมากกว่า

วิธีในการเรียน การสอน

การเรียนการสอนของภาคอินเตอร์จะให้ความสำคัญกับการใช้ทักษะแก้ปัญหา การคิดวิเคราะห์ และการใช้ความคิดสร้างสรรค์ ส่วนการเรียนภาคปกติจะเน้นไปที่การท่องจำพื้นฐานและการเรียนรู้จากข้อเท็จจริง

ภาษาที่ใช้ในการเรียน

แน่นอนว่าภาษาที่ใช้ในการเรียนจะต้องแตกต่างกันอย่างแน่นอน โดยการเรียนในภาคอินเตอร์จะเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด ส่วนในการเรียนภาคปกติส่วนใหญ่จะเป็นภาษาไทย ยกเว้นในบางรายวิชาที่เป็นการเรียนการสอนของภาษาอื่นๆ

ขอบเขตในการเรียนรู้

การเรียนภาคอินเตอร์มักจะมีขอบเขตในการเรียนรู้ในหัวข้อที่หลากหลายด้านมากกว่า ส่วนการเรียนภาคปกติส่วนใหญ่มักจะเป็นการเรียนที่มีขอบเขตภายในประเทศ เช่น ประวัติศาสตร์ไทย ภาษาไทย วัฒนธรรมไทย ศาสนาพุทธ เป็นต้น

การทดสอบผู้เรียน

การทดสอบผู้เรียนภาคอินเตอร์จะเป็นการทดสอบในหลากหลายรูปแบบ เช่น การทำข้อสอบ การทำรายงาน การเขียนเรียงความ การนำเสนอหน้าชั้นเรียน การทำโครงงานกลุ่ม เป็นต้น แต่การเรียนภาคปกติส่วนใหญ่จะเน้นทดสอบผู้เรียนด้วยการทำข้อสอบมากกว่า

เรียนจบภาคอินเตอร์เงินเดือนมากกว่าจบภาคปกติจริงไหม?

การเรียนจบภาคอินเตอร์เงินเดือนจะมากกว่าจบภาคปกติจริง เพราะมีต้นทุนด้านทักษะการใช้ภาษาอังกฤษที่มากกว่า การเรียนการสอนมีความเข้มข้นกว่า ซึ่งในบริษัทและองค์กรต่างๆ ล้วนก็ต้องการพนักงานที่มีความสามารถ ยิ่งมีทักษะทางด้านภาษาอังกฤษที่มากกว่า ก็ยิ่งทำให้ฐานเงินเดือนสูงขึ้น เช่น หากปกติเงินเดือนแรกเริ่มทำงานเริ่มต้นอยู่ที่หลักหมื่นต้นๆ แต่คนที่จบอินเตอร์อาจจะได้เงินเดือนหลักหมื่นปลายๆ หรือ 2-3 หมื่นก็มี

จบภาคอินเตอร์แล้วอยากเรียนต่อต่างประเทศได้ไหม?

ได้แน่นอนอยู่แล้ว เพราะเรามีทักษะทางด้านภาษาอังกฤษเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่อาจจะต้องมีการสอบเพื่อใช้คะแนนบางอย่างเพิ่มเติมในการศึกษาต่อต่างประเทศ ตามที่มหาวิทยาลัยต่างชาติแต่ละที่กำหนด ซึ่งนอกจากการสอบแล้วยังต้องจัดเตรียมค่าใช้จ่ายทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นค่าเทอม ค่าที่พัก ค่าใช้จ่ายประจำวัน ค่าตั๋วเครื่องบิน และค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอื่นๆ ด้วย ที่สำคัญยังต้องหาที่พักที่ปลอดภัย เดินทางสะดวก เหมาะสำหรับการไปเรียนต่ออีกด้วย

สรุป

การเรียนอินเตอร์ดีอย่างไร แน่นอนว่านอกจากจะช่วยพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ ยังได้พบกับเพื่อนต่างชาติใหม่ๆ ได้เรียนรู้วัฒนธรรมของประเทศอื่นๆ กล้าแสดงออกมากขึ้น ได้เรียนรู้และได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ ที่จะนำไปต่อยอดในการเรียนต่อหรือการทำงานได้ ซึ่งต้องมีการเตรียมตัวหลายเรื่อง เพื่อให้ตัวเองมีความพร้อมมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือ การทำข้อสอบเก่าๆ การสอบให้ได้คะแนนที่ผ่านเกณฑ์ การเตรียมค่าใช้จ่ายในการสอบ ค่าเทอม และอื่นๆ 

สำหรับคนที่สนใจจะสมัครเข้าเรียนมหา’ลัยภาคอินเตอร์ แล้วต้องการวางแผนในการสอบหรืออยากได้คำแนะนำดีๆ ต้องมาที่ Interpass เพื่อให้เราเตรียมพร้อมได้มากที่สุด ทำให้ขั้นตอนต่างๆ เป็นไปอย่างราบรื่นและได้เรียนอินเตอร์สมดั่งความตั้งใจ

เทคนิคพิชิต BMAT part 1 แบบ Understanding Argument ติดชัวร์หมอรอบ 1 By ครูพี่นัน ประสบการณ์ เตรียมสอบหมอ รามาฯ รอบ 1

Date : Apr 29, 2024

You May Like